วิลล่า คุณาลัย เผยปี 68 ตลาดอสังหาฯ เผชิญความท้าทายหนักจากเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือน ยอดปฏิเสธสินเชื่อพุ่งโดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าบ้านราคา 3-5 ล้าน ชี้ปี 69 ตลาดอสังหาฯ ท้าทายต่อเนื่อง ชูกลยุทธ์บริหารสภาพคล่อง ให้ความสำคัญกับวินัยทางการเงิน ระวังความเสี่ยง และโมเดลธุรกิจตอบโจทย์การตลาด เน้นเปิดเฟสใหม่ใน 6 โครงการเดิม ภายใต้แบรนด์ ‘คุณาลัย’ และ ‘นาวาร่า’ บน 3 ทำเลหลัก ย่านบางใหญ่–บางบัวทอง พระราม 2 และรังสิตคลอง 2 ปรับพอร์ตลาดบ้านระดับกลาง หันทำบ้านสั่งสร้างราคา 9-20 ล้านบาท เจาะลูกค้ากำลังซื้อสูง นำร่องนาวาร่า รังสิต คลอง 2 พร้อมรุกธุรกิจ ‘Longevity Economy and Preventive Care’ Health Care’ และธุรกิจรายได้ประจำ คาดปี 75 สร้างสัดส่วนรายได้ 30-40% หรือราว 300-400 ล้านบาท

นางประวีรัตน์ เทวอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิลล่า คุณาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี 2568 เป็นปีที่มีความท้าทายสูงจากทั้งภาวะเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ทำให้สถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ สำหรับบริษัทประสบปัญหาลูกค้าถูกปฎิเสธสินเชื่อสูงถึง 48% โดยเฉพาะในฐานกลุ่มลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่ต้องการซื้อบ้านราคา 3-5 ล้านบาท ส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้

สำหรับในปี 2569 คาดว่าสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีความท้าทายต่อเนื่อง ปัญหาการปฎิเสธสินเชื่อในภาพรวมน่าจะรุนแรงขึ้น โดยใน 5 ปีนี้นับจากนี้บริษัทจะไม่มีการเปิดโครงการใหม่ และซื้อที่ดินใหม่ เนื่องจากมียังมีที่ดินที่ยังไม่ได้นำมาพัฒนาโครงการอีกเป็นมูลค่า 11,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถรองรับการพัฒนาโครงการได้ถึง 10 ปี โดยในระหว่างนี้บริษัทจะใช้วิธีเปิดเฟสใหม่สำหรับโครงการที่มีอยู่แล้ว ซึ่งเป็นโครงการในจังหวัดนนทบุรี 6 โครงการ ภายใต้แบรนด์ ‘คุณาลัย’ และ ‘นาวาร่า’ ครอบคลุม 3 ทำเลหลัก ได้แก่ บางใหญ่–บางบัวทอง พระราม 2 และรังสิตคลอง 2 โดยทิศทางการพัฒนาโครงการในปี 2569 อยู่ภายใต้แนวคิดการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจที่ท้าทาย มุ่งเน้นการสร้างที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ชีวิตที่มีสุขภาวะดีในระยะยาว สะท้อนความเชื่อว่า “สุขภาวะที่ดีคือความมั่งคั่งรูปแบบใหม่” ซึ่งสามารถเลือกและออกแบบได้ตั้งแต่การเลือกทำเลและสภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัย

“สำหรับในปีปีนี้บริษัทจะเน้นการปรับตัวเพื่อรับความท้าทายจากปัจจัยต่างๆ และจะให้ความสำคัญด้านการบริหารสภาพคล่อง ซึ่งอาจไม่ได้ตั้งเป้าหมายในการเติบโตหรือทำกำไรแบบหวือหวา นอกจากนั้นยังให้ความสำคัญกับวินัยทางด้านการเงิน ระมัดระวังความเสี่ยงต่างๆ และมีโมเดลธุรกิจที่ตอบโจทย์การตลาด โดยการลดจำนวนสินค้าในกลุ่มราคา 3-5 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่ลูกค้าถูกปฎิเสธสินเชื่อสูง ขณะเดียวกันจะจัดทำบ้านสรรสร้างตามความต้องการของลูกค้า เริ่มนำร่องที่โครงการ นาวาร่า รังสิต คลอง2  ระดับราคา 9-20 ล้านบาท ซึ่งเป็นโมเดลที่กลุ่มลูกค้ามีกำลังซื้อ มีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากต้องมีการมัดจำก่อน 30% ของราคาบ้านจึงจะเริ่มต้นก่อสร้างบ้าน โดยจะเปิดตัวในวันแม่ เดือนสิงหาคมนี้”

“นอกจากนี้บิรษัทยังรุกธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ ‘Longevity Economy and Preventive Care’ Health Care’ ที่โครงการนาวาร่า พระราม 2 บนทำเลศักยภาพถนนบางขุนเทียน–ชายทะเล ที่สามารถเชื่อมต่อสู่ใจกลางเมืองได้อย่างสะดวก แต่ยังคงความสงบและเป็นส่วนตัว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่อากาศดีที่สุดของกรุงเทพฯ และเปรียบเสมือน “ปอดของคนกรุงเทพฯ” จากอิทธิพลของลมทะเลและพื้นที่สีเขียวโดยรอบ รวมทั้งมีทำเลโดดเด่นที่อยู่ใกล้กับโรงพยาบาลผู้สูงอายุ บางขุนเทียนที่สร้างเสร็จแล้ว และยังใกล้กับโครงการโรงพยาบาลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ที่มีแผนกำลังจะเริ่มก่อสร้าง จึงเหมาะสมกับเป้าหมายการเริ่มต้นเข้าสู่ธุรกิจนี้อย่างอย่างสมบูรณ์แบบ”

ทั้งนี้ นอกจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ ‘Longevity Economy and Preventive Care’ Health Care’ ที่โครงการนาวาร่า พระราม 2 ทางบริษัทยังเดินหน้าพัฒนาธุรกิจสร้างรายได้ประจำอื่นๆ เพิ่มเติม รองรับภาวะธุรกิจพัฒนาโครงการอสังหาฯ ที่อยู่ในภาวะทรงตัว

จากโมเดลธุรกิจดังกล่าว คาดว่าปีนี้บริษัทจะมียอดผู้เยี่ยมชมโครงการ 1,800 ราย ตั้งเป้าทำยอดขาย 1,200 ล้านบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์ 600 ล้านบาท โดยมีโครงการนาวาร่า พระราม 2 และนาวาร่า รังสิต คลอง 2 เป็นเรือธงในการสร้างรายได้ และคาดว่าในปี 2570 บริษัทจะสามารถสร้างการเติบโตแบบ New S-Curve ได้ ขณะที่ในปี 2575 คาดว่าธุรกิจสร้างรายได้ประจำจะสร้างรายได้ให้บิรษัทราว 30-40% ของรายได้รวม หรือเป็นมูลค่าประมาณ 300-400 ล้านบาท