กรรมการผู้จัดการธอส. เผยปี 68 ธอส.ครองแชมป์ปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยอันดับ 1 ของตลาด สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่วงเงิน 247,241 ล้านบาท สูงกว่าเป้า 4.52% เป็นสินเชื่อกลุ่มรายได้น้อย–ปานกลาง วงเงินไม่เกิน 3 ล้านบาท 128,573 ราย สอดคล้องพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” ชี้ ปี 69 เผชิญความท้าทายรอบด้าน พร้อมเดินหน้าบทบาท “Beyond Housing Bank” เปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ Intelligent Sustainable Housing Companion ผ่าน 5 เสาหลัก ตั้งเป้าอัดเม็ดเงินจากการปล่อยสินเชื่อลงสู่ระบบเศรษฐกิจ 242,989 ล้านบาท
ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ท่ามกลางภาพรวมการปล่อยสินเชื่อใหม่ในตลาดที่ติดลบ และภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เปราะบางในปี 2568 ธอส. มีสัดส่วนสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่สูงเป็นอันดับ 1 ในตลาด ที่ 43.66% โดยสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 247,241 ล้านบาท 232,058 ราย สูงกว่าเป้าหมาย 4.52% ที่ตั้งไว้ 241,780 ล้านบาท ในจำนวนนี้กว่า 50% เป็นสินเชื่อปล่อยใหม่สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง วงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท จำนวน 128,573 ราย ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของธนาคารในการช่วยให้คนไทยมีบ้าน ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาสที่ 4/2568 เทียบกับ ณ สิ้นปี 2567 ธอส. มีสินเชื่อคงค้างรวมทั้งสิ้น 1,891,091 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.05% สินทรัพย์รวม 2,009,078 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.62% และเงินฝากรวม 1,760,602 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.98%
ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) 4.98% ของยอดสินเชื่อรวม เป็นผลจากการแก้ไขหนี้ได้อย่างตรงจุด ด้วยการจัดทำมาตรการช่วยเหลือลูกค้าให้มีภาระในการผ่อนชำระเงินงวดลดลงตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล และ ธอส. มีการตั้งสำรองสูงถึง 155,163 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.66% หรือคิดเป็นสัดส่วนต่อ NPL ที่ระดับ 164.92% สะท้อนความมั่นคงและความพร้อมในการรองรับการดำเนินงานในอนาคต อัตราส่วนเงินกองทุน ต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 อยู่ที่ 15.70% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดไว้ที่ 8.50%
สำหรับปี 2569 ดร.มหัทธนะกล่าวว่าเป็นปีที่มีความท้าทายจากหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง โดยมีการคาดการณ์ว่า GDP จะเติบโตราว 1.5-2.3% ขณะที่หนี้ครัวเรือนภายในประเทศยังคงอยู่ในระดับค่อนข้างสูง กดดันกำลังซื้อ ตลอดจนทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลง ซึ่งดีกับลูกค้า แต่ต้องระวังในเรื่องต้นทุนและความมั่นคงทางการเงินของธนคาร ประกอบกับสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยที่ชะลอตัว อัตราการปฏิเสธสินเชื่อสูง มีการแข่งขันในตลาดดุเดือดเพื่อแย่งลูกค้าคุณภาพ อย่างไรก็ตาม ในความท้าทายยังมีโอกาส เนื่องจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังมีดีมานด์ความต้องการที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในกลุ่ม First Jobber อายุ 29-40 ปี ซึ่งธนาคารต้องเข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้ที่มีความต้องการที่อยู่อาศัย รวมไปจนถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์รองรับสังคมผู้สูงอายุ เนื่องจากประเทศไทยได้ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว
ดร.มหัทธนะ ยังกล่าวต่อไปอีกว่า ธอส. ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่เป็นกลไกหลักของภาครัฐในการประคับประคองและขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์โดยสนับสนุนสินเชื่อที่อยู่อาศัย และเพื่อให้ ธอส.สามารถดำเนินตามพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” ได้อย่างสมบูรณ์ ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ธอส. พร้อมต่อยอดบทบาทองค์กรสู่ “Beyond Housing Bank” ที่ไม่ได้มุ่งเพียงการปล่อยสินเชื่อเพื่อบ้าน แต่ ธอส. คือเพื่อนคู่คิดที่อยู่เคียงข้างกันตั้งแต่วันแรกของการมีบ้าน ดูแลลูกค้าและเติบโตไปด้วยกัน จึงเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ Intelligent Sustainable Housing Companion เพื่อทำให้คนไทยมีบ้านง่ายขึ้น ด้วยดิจิทัล ดาต้า ภายใต้กรอบความเสี่ยงและสนับสนุนเสถียรภาพภาคอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการยกระดับการทำงานทุกมิติผ่าน 5 เสาหลัก (5 Strategic Pillars) ประกอบด้วย
เสาหลักที่ 1 Immediate-to-Home ทำทันที ให้มีบ้าน : ลดระยะเวลาและความซับซ้อนในกระบวนการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย ตั้งแต่การเตรียมเอกสาร – ยื่นกู้ – ประเมินราคาหลักทรัพย์ – อนุมัติ – จดจำนอง ได้เร็วขึ้น โดยพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้บริการลูกค้าแบบ End – to – End ภายใต้แนวคิด Faster Easier Limitless เร็วกว่า ง่ายกว่า แบบไร้ขีดจำกัด
เสาหลักที่ 2 Smart Growth ผ่าน Asset Quality Management : บริหารสินทรัพย์เพื่อให้ ธอส. เติบโตอย่างมีคุณภาพช่วยทำให้คนไทยมีบ้านได้มากขึ้น ด้วยการใช้ Digital, Data Driven & Innovation การใช้ข้อมูลวิเคราะห์เพื่อช่วยเหลือลูกค้าปรับโครงสร้างหนี้ได้ตรงจุด ป้องกัน NPL การใช้ระบบ NPA Visualization บริหารจัดการทรัพย์ NPA ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เสาหลักที่ 3 Customer Obsession “เข้าใจให้ลึกซึ้ง เข้าถึงด้วยเทคโนโลยี รู้จักลูกค้าผ่านข้อมูล” : ทำให้ธนาคารสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการได้ตรงตามความต้องการของลูกค้าแบบ Hyper – Personalization โดยใช้ Big Data และAI วิเคราะห์ตัวตนลูกค้าเพื่อส่งมอบบริการที่ “รู้ใจ ถูกที่ ถูกเวลา”สร้างประสบการณ์ที่ดีกว่าให้กับลูกค้า
เสาหลักที่ 4 Digital Transformation : เริ่มจากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง ปฏิรูปกระบวนการทำงานให้ทันสมัย (Modernize) ลดขั้นตอนการทำงาน (Lean Process) นำเทคโนโลยีอัตโนมัติ (Automation) และ AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภายใน ทั้งการตรวจสอบเอกสารประกอบการยื่นขอสินเชื่อ การประเมินความเสี่ยง การดักจับธุรกรรมที่ผิดปกติและระงับบัญชีได้ทันท่วงที และปลอดภัย (Secure) เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน
เสาหลักที่ 5 People First : ภายใต้แนวคิด Empower People คนเก่ง งานแกร่ง องค์กรยั่งยืน เพิ่มความสุขและศักยภาพพนักงานเพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีกว่าให้ลูกค้า มุ่งพัฒนาองค์กรจากภายใน เพื่อเตรียมคนให้พร้อมสำหรับโลกยุคใหม่ ด้วยการฝึกอบรมทักษะดิจิทัล พร้อมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่อบอุ่นและเปิดกว้างให้คนรุ่นใหม่ได้เป็นผู้นำในโครงการต่างๆ มากขึ้น
“ทั้ง 5 เสาหลักนี้ คือ G H BANK NEXT : Intelligent Sustainable Housing Companion ที่จะขับเคลื่อนให้ ธอส. สามารถอัดฉีดเม็ดเงินจากการปล่อยสินเชื่อใหม่ลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้ตามเป้าหมาย 242,989 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นสินเชื่อวงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท 125,762 ราย หรือประมาณ 65% ของสินเชื่อปล่อยใหม่ ขณะที่ตั้งเป้าสินเชื่อคงค้าง 1.96 ล้านล้านบาท หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ 5.11%” ดร.มหัทธนะ กล่าว



