มาสเตอร์ แปลน 101 ชี้ปี 68 พายุเศรษฐกิจซัดตลาดรับสร้างบ้านอ่วม ส่งผลตลาดรับสร้างบ้านหรู 20 ล้านขึ้นไปหดตัวแรง 35% โชว์ผลงานมาสเตอร์ แปลน 101 ทำยอดขายปี 68 ได้ 675 ล้าน แม้ลดลง 25% แต่ยังลดลงน้อยกว่าภาพรวมตลาด เผยปี 69 เดินหมาก “THE MASTER HOME BUILDER” เป็น “ผู้คืนเวลา” และ “ลดความยุ่งยาก” ในการสร้างบ้านให้กับลูกค้าอย่างเบ็ดเสร็จ ชูจุดแข็งทางการเงินด้วยพอร์ตโฟลิโอบ้านหรูขนาดใหญ่ ในมือมูลค่ากว่า 1,200 ล้านบาท พร้อมส่งแบบบ้าน “Gold Series” เจาะตลาดเศรษฐี มั่นใจดันยอดขายปีนี้ 843 ล้านบาท เติบโต 25%  

นายอนันต์กร อมรวาที กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์ แปลน 101 จำกัด ผู้นำธุรกิจรับสร้างบ้านหรูครบวงจร กล่าวว่าปี 2568 เป็นปีที่มีความท้าทายจากพายุเศรษฐกิจ โดยภายนอกมีทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก กำแพงภาษี ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยหดตัว GDP โตต่ำกว่า 2.5% หนี้ครัวเรือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ กำลังซื้อหดตัว และส่งผลต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั้งตลาดบ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม รวมถึงตลาดรับสร้างบ้าน ซึ่งในปีนี้มีมูลค่ารวม 190,134 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 11% เมื่อเทียบกับปี 2567 ซึ่งมีมูลค่า 213,360 ล้านบาท

สำหรับในส่วนของสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน พบว่ามูลค่าการรับสร้างบ้านในภาพรวมลดลง 18% ขณะที่ภาพรวมของตลาดรับสร้างบ้านหรู ราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป หดตัวค่อนข้างรุนแรง มูลค่าลดลงถึง 35% แม้กลุ่มลูกค้าจะมีกำลังทรัพย์ แต่จากความไม่เชื่อมั่นในเศรษฐกิจ จึงชะลอการตัดสินใจสร้างบ้านออกไป เพื่อเก็บเงินสดไว้

นายอนันต์กร กล่าวต่อไปถึงผลประกอบการของมาสเตอร์ แปลน 101 ว่า ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่มีความท้าทายและปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อในวงกว้าง บริษัทยังคงสามารถบริหารจัดการธุรกิจให้ดำเนินไปได้อย่างมั่นคง โดยในปี 2567 บริษัทสร้างยอดขายได้สูงถึง 900 ล้านบาท และแม้ในปี 2568 ภาพรวมของภาคอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง ส่งผลให้ยอดขายปรับตัวมาอยู่ที่ 675 ล้านบาท ลดลง 25% จากปี 2567 แต่ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าพอใจเมื่อเทียบกับสถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้น โดยบริษัทสามารถประคองตัวได้ดีกว่าภาพรวมตลาด 10% หากเทียบกับตลาดบ้านหรูที่ลดลง 35% สะท้อนให้เห็นถึงรากฐานที่แข็งแกร่งและความเชื่อมั่นของลูกค้ากลุ่ม Real Demand ที่มีต่อแบรนด์อย่างเหนียวแน่น

สำหรับทิศทางในปี 2569 บริษัทมั่นใจว่าจะกลับมาเติบโตได้อย่างโดดเด่นอีกครั้ง แม้มีการคาดการณ์ว่า GDP จะเติบโตเพียง 1.5% เนื่องจากบริษัทฐานรายชื่อลูกค้าในมือกว่า 300 ราย คิดเป็นมูลค่าการสร้างบ้านกว่า 3,000 ล้านบาท จำนวนนี้เป็นลูกค้าที่คาดว่าจะตัดสินใจสร้างบ้านกับมาสเตอร์ แปลน 101 เป็นมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท แบ่งเป็นลูกค้าในกรุงเทพฯ 50% และต่างจังหวัด 50% ขณะที่บริษัทได้ทุ่มงบกว่า 20 ล้านบาท ทำการตลาดอย่างต่อเนื่องทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ประกอบกับการมีรัฐบาลใหม่ ซึ่งมีทีมรัฐมนตรีที่เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ และจะเร่งดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าน่าจะนำพาเศรษฐกิจของประเทศไปได้ดี ซึ่งจะส่งผลดีต่อตลาดรับสร้างบ้านด้วยเช่นกัน ขณะที่ในฝั่งผู้บริโภค เนื่องจากในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี ผู้ประกอบการจะไม่ปรับราคารับสร้างบ้าน ขณะที่หากเศรษฐกิจดีขึ้น ราคารับสร้างบ้านจะปรับขึ้นแน่นนอน 5-10% ทำให้ปี 2569 ราคารับสร้างบ้านจะทำให้ลูกค้าตัดสินใจได้ปลูกสร้างบ้านง่ายขึ้น โดยในปี 2569 บริษัทวางเป้ายอดขายไว้ที่ 843 ล้านบาท เติบโตขึ้น 25%จากปีก่อนหน้า ปัจจัยสนับสนุนสำคัญคือสถานะทางการเงินที่มั่นคง ด้วยมูลค่าพอร์ตโฟลิโอบ้านหรูขนาดใหญ่ในมือสูงถึง 1,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินงานต่อเนื่องยาวนานถึง 2 ปี

นายอนันต์กร กล่าวอีกว่า กลุ่มเป้าหมายของบริษัทจะให้ความสำคัญกับเวลา และไม่ต้องการความยุ่งยากซับซ้อนในการสร้างบ้าน ปีนี้บริษัทจึงมีมิติใหม่ในการลดเวลาและลดความยุ่งยากในการสร้างบ้านให้ลูกค้า โดยได้ประกาศปรับสโลแกนใหม่เป็น “Master Plan 101 : ที่สุดแห่งการสร้างบ้านหรู” สะท้อนแนวคิดหลัก “THE MASTER HOME BUILDER” หรือเจตนารมณ์ในการเป็น “ผู้คืนเวลา” และ “ลดความยุ่งยาก” ในการสร้างบ้านให้กับลูกค้าอย่างเบ็ดเสร็จ โดยมองว่าสำหรับลูกค้าระดับไฮเอนด์ “เวลา” คือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด บริษัทจึงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางบริหารจัดการแทนลูกค้าในทุกขั้นตอน เพื่อลดภาระการประสานงานกับหลายปาร์ตี้ที่ซ้ำซ้อน อาทิ นำเสนอแบบบ้านพร้อมข้อมูลประกอบการตัดสินใจครบทุกมิติได้ภายใน 14 วัน, ประเมินราคาเบื้องต้นได้ภายใน 2 ชั่วโมง, ออกแบบได้รวดเร็วและสรุปสัญญาได้ภายใน 7 วัน, เริ่มต้นงานก่อสร้างได้ทันทีภายใน 60 วัน, การันตีสร้างบ้านพร้อมตกแต่งภายในและสวนเสร็จสมบูรณ์พร้อมเข้าอยู่ภายใน 18 เดือน (สำหรับบ้านพื้นที่ไม่เกิน 1,000 ตร.ม.) พร้อมระบบปฏิบัติการ Master One 360 OS เชื่อมโยงการทำงานของทุกฝ่าย (ทีมขาย, ออกแบบ, ก่อสร้าง, ตกแต่งภายใน และแลนด์สเคป) ให้ทำงานร่วมกันแบบไร้รอยต่อบนมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ และทีมวิศวกร QC และเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จ.ป.) ร่วมกันตรวจสอบความสมบูรณ์ทุกขั้นตอนด้วยเช็คลิสต์ละเอียดกว่า 6,000 รายการ

นอกจากนี้บริษัทยังมีแบบบ้านคอลเลกชันใหม่ 3 สไตล์ พร้อมรับประกันโครงสร้างยาวนานถึง 30 ปี ได้แก่

1. The Empire Gold : สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จสูงสุดกับคฤหาสน์หรูสไตล์ Timeless Classic ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมตะวันตกชั้นสูง ออกแบบฟังก์ชันพิเศษเพื่อรองรับครอบครัวใหญ่ได้ถึง 3 เจเนอเรชัน พร้อมโซนจอดรถ Super Car และสงวนสิทธิ์การสร้างเพียง “หลังเดียวในโลก” (One of a Kind) ราคาเริ่มต้น 290 ล้านบาท

2. Milano Brown : ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริหารรุ่นใหม่ด้วยคฤหาสน์แนวตั้งสไตล์ Vertical Mansion ภายใต้แนวคิด Urban Sanctuary พื้นที่สีเขียวและความเป็นส่วนตัวกลางใจเมือง พร้อมสระว่ายน้ำระบบ Semi-indoor ราคาเริ่มต้น 55 ล้านบาท

3. Gold Sand : ฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ด้วยบ้านดีไซน์ Modern Iconic ที่โดดเด่นด้วยเส้นสายโค้งมน (Organic Lines) พลิ้วไหวเสมือนงานประติมากรรมระดับมาสเตอร์พีซ สะท้อนรสนิยมของคนรุ่นใหม่ที่ไม่เหมือนใคร ราคาเริ่มต้น 39 ล้านบาท

“ด้วยความพร้อมทั้งด้านความมั่นคงทางการเงิน การบริการรูปแบบใหม่ที่แก้ปัญหาความวุ่นวายได้อย่างตรงจุด และสินค้า Gold Series ที่ตอบโจทย์รสนิยมระดับโลก บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถขับเคลื่อนยอดขายปี 2569 ให้เติบโตขึ้น 25% หรือคิดเป็นมูลค่า 843 ล้านบาท ตามเป้าหมายที่วางไว้ พร้อมก้าวสู่การเป็น ‘ที่สุดแห่งการสร้างบ้านหรู’ ในใจผู้บริโภคอย่างแท้จริง” นายอนันต์กร กล่าวทิ้งท้าย