ลลิล พร็อพเพอร์ชี้สงครามกระทบต้นทุนอสังหาฯ ดันราคาบ้านจ่อขยับปลายปี เผยกลยุทธ์ “มวยตั้งรับ” เน้นบริหารภาระหนี้ ปรับขนาดองค์กรให้เหมาะสม จัดการสต๊อกหมุนเวียนเร็ว เตรียมพร้อมคุมต้นทุน ล็อกราคาบ้านได้ยาวถึงสิ้นปี คาด 3–6 เดือนแรก ผู้ประกอบการในตลาดยังตรึงราคาได้ ก่อนต้นทุนใหม่สะท้อนให้เห็นในไตรมาส 4 พร้อมเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ “ลลิล ทาวน์ เพรสทีจ บางนา-เทพารักษ์ (2)” เจาะดีมานด์แนวราบ Strategic Growth Hub

นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่านว่า สงครามและการเมืองเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และจำเป็นต้องเผชิญหน้าด้วย ซึ่งในกรณีนี้ยากต่อการคาดเดาว่าจะสิ้นสุดลงในทิศทางใด สำหรับในภาคอสังหาริมทรัพย์ปีนี้จะเริ่มเห็นผลกระทบต่อราคาบ้านอย่างชัดเจน โดยในช่วง 3 – 6 เดือนนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่อาจยังมีสินค้าในสต็อกเก่าที่สามารถนำออกมาเสนอขายได้โดยยังไม่ปรับราคา ในส่วนของลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ก็มีนโยบายที่จะไม่ซ้ำเติมสถานการณ์ แต่จะเน้นการประคองตัวด้วยการขายสินค้าจากสต็อกเดิมไปก่อนเช่นกัน อย่างไรก็ตาม คาดว่าในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ จะเริ่มเห็นราคาบ้านปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนใหม่

“เมื่อเกิดสถานการณ์ความรุนแรงขึ้นตั้งแต่วันแรก ได้เรียกประชุมฝ่ายจัดซื้อและคณะกรรมการบริษัททันทีเพื่อทำการล็อกราคาต้นทุนสินค้าไปจนถึงสิ้นปี ประกอบกับบริษัทได้เตรียมความพร้อมโดยการปรับปรุงองค์กรให้มีความคล่องตัวอย่างต่อเนื่องนานกว่า 2 ปีแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเริ่มทำในช่วงที่เกิดวิกฤต เราให้ความสำคัญกับการควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวดและการบริหารจัดการสต็อกสินค้าไม่ให้มีปริมาณมากจนเกินไป โดยใช้ระบบที่เน้นการหมุนเวียนสินค้าเก่าออกไปก่อน ซึ่งสต็อกสินค้าที่มีอยู่ปัจจุบันสามารถรองรับการดำเนินงานไปได้จนถึงสิ้นปี”

นายไชยยันต์ กล่าวอีกว่า การทำธุรกิจนั้นสิ่งสำคัญคือการบริหารงานอย่างรอบคอบโดยใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ควบคุมระดับหนี้สินไม่ให้เกินความสามารถของตนเอง และต้องรู้จักถอยเพื่อรักษาความคล่องตัวเมื่อถึงเวลาที่จำเป็น แม้เศรษฐกิจจะเติบโตได้ไม่มากนัก แต่ประเทศไทยยังมีจุดแข็งด้านอาหารและการท่องเที่ยว รวมถึงภาคธนาคารที่ยังมีความมั่นคง หากธุรกิจใดสามารถปรับตัวและจัดการกับทรัพย์สินของตนเองได้อย่างทันท่วงที ก็จะสามารถอยู่รอดได้ในสภาวะการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเช่นนี้

“การประเมินสถานการณ์ในระยะสั้นเพียงไม่กี่เดือนนั้นยังไม่สามารถตัดสินทุกอย่างได้ทันที เพราะหากตลาดอยู่ในภาวะที่อ่อนแอ สิ่งที่จะเป็นตัวตัดสินคือขีดความสามารถในการแข่งขันของแต่ละองค์กรว่าใครจะมีความเก่งหรือมีความอดทนได้มากกว่ากัน ลลิลมีลักษณะการดำเนินธุรกิจแบบมวยตั้งรับที่มีความอดทนสูง ไม่ใช่ประเภทมวยบุกที่เน้นการจู่โจมอย่างรุนแรง ความทนทานในที่นี้หมายถึงการที่บริษัทมีภาระหนี้สินในระดับที่น้อยมาก ทำให้เรามีความมั่นคงและไม่สั่นคลอนง่ายเมื่อเทียบกับองค์กรที่เน้นการขยายตัวด้วยการกู้หนี้ยืมสินจำนวนมาก” นายไชยยันต์ กล่าว

ด้านนายชูรัชฎ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการใหม่ของบริษัทว่า ในปีนี้บริษัทได้เปิดตัวโครงการลลิล ทาวน์ เพรสทีจ บางนา-เทพารักษ์ (2) เป็นโครงการแรก ซึ่งพื้นที่โซนบางนา-เทพารักษ์เป็นทำเลที่บริษัทมีความชำชาญ และปัจจุบันก็เป็นทำเลได้รับการยกระดับให้เป็น Strategic Growth Hub จากการเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคม ทั้งรถไฟฟ้าสายสีเขียว สายสีเหลือง และโครงการ LRT ในอนาคต รวมถึงถนนสายหลัก ทางด่วน และถนนวงแหวนที่เชื่อมโยงเข้าสู่ศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญได้อย่างสะดวก ขณะเดียวกันยังได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของสนามบินสุวรรณภูมิ ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ อาคารสำนักงาน และการเชื่อมโยงกับพื้นที่ EEC ส่งผลให้ความต้องการที่อยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และกลายเป็นทำเลที่มีศักยภาพทั้งในมิติของการอยู่อาศัยและการลงทุน

สำหรับ โครงการลลิล ทาวน์ เพรสทีจ บางนา-เทพารักษ์ (2) พัฒนาในรูปแบบบ้านเดี่ยว บ้านแนวคิดใหม่ และทาวน์โฮม ราคา 2.6-8 ล้านบาท จำนวน 305 ยูนิต บนพื้นที่โครงการ 34 ไร่ มูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท โดยในเฟสแรกซึ่งเป็นโซนทาวน์โฮมมียอดขายแล้วกว่า 30 ยูนิต มูลค่า 80-90 ล้านบาท ขณะที่มีผู้สนใจจองซื้อบ้านเดี่ยวก่อนเปิดขายอย่างเป็นทางการอย่างต่อเนื่อง จึงคาดว่าโครงการนี้จะได้รับผลตอบรับที่ดีเช่นเดียวกับอีกหนึ่งโครงการที่บริษัทได้พัฒนาในพื้นที่โซนบางนา-เทพารักษ์ไปก่อนหน้านี้