ศุภาลัยเชื่อตลาดอสังหาฯ ผ่านจุดต่ำสุดในปี 68 แล้ว ชี้ปี 69 เริ่มเห็นสัญญาณฟื้น พร้อมเดินหน้าธุรกิจอย่างมั่นคง ควบคู่การเติบโตอย่างยั่งยืน กางแผนผุดเพิ่ม 28 โครงการใหม่ มูลค่า 35,000 ล้าน เดินหน้าสร้างฐานรายได้ให้สมดุลมากขึ้นผ่านธุรกิจต่างประเทศ พร้อมรุกธุรกิจคลังสินค้าให้เช่า ตั้งเป้ายอดขายรวมในประเทศไทยและออสเตรเลียปีนี้ 45,000 ล้าน

ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า 20 ปีที่ผ่านมา ในช่วงเศรษฐกิจดีตลาดอสังหาริมทรัพย์มีการซื้อ-ขายที่อยู่อาศัยประมาณ 100,000 ยูนิต/ปี แต่ในปี 2568 ที่ผ่านมามีการซื้อ-ขายที่อยู่อาศัยเพียง 50,000 ยูนิต/ปี เท่านั้น ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี ทั้งนี้ ในปี 2569 เป็นปีที่มีทั้งสัญญาณบวกและความท้าทายพร้อมกัน ด้านหนึ่งเศรษฐกิจยังเติบโตได้ แม้ชะลอลง ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มต่ำลง และดอกเบี้ยนโยบายเริ่มมีทิศทางผ่อนคลาย แต่อีกด้านหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ทำให้กำลังซื้อและความสามารถในการกู้ต้องบริหารอย่างระมัดระวัง นี่คือบริบทที่ทำให้บริษัท ‘ต้องแม่น’ กับการบริหารธุรกิจอย่างดีในทุกมิติ ทั้งด้านสินค้า ทำเล ราคา การดูแลหลังการขาย และฐานะทางการเงินของบริษัท เพื่อเสริมความมั่นคงในระยะยาว ควบคู่กับการเสริมโครงสร้างธุรกิจผ่านการบริหารพอร์ตสินค้า การพัฒนาโครงการในจังหวัดที่มีศักยภาพ รวมถึงการยกระดับสินค้าและบุคลากรในองค์กร เพื่อสนับสนุนการเติบโตที่มีคุณภาพและยั่งยืน

ดร.ประทีป กล่าวอีกว่า ศุภาลัยตั้งเป้ายอดขายรวมในปี 2569 ทั้งในประเทศไทยและประเทศออสเตรเลียที่ 45,000 ล้านบาท* แบ่งเป็นเป้ายอดขายในประเทศไทย 30,000 ล้านบาท และเป้ายอดขายจากประเทศออสเตรเลีย 15,000 ล้านบาท* ขณะเดียวกันบริษัทตั้งเป้ารายได้รวมทั้งสองประเทศที่ 37,500 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นตั้งเป้ารายได้ในประเทศไทย 27,000 ล้านบาท และเป้ารายได้จากประเทศออสเตรเลียประมาณ 10,500 ล้านบาท โดยขับเคลื่อนการเติบโตอย่างสมดุล ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพโครงการพร้อมขาย เปิดตัวโครงการและขยายจังหวัดใหม่เพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงการพัฒนาธุรกิจหลากมิติ ควบคู่ฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ด้วยสินทรัพย์รวมกว่า 98,000 ล้านบาท เครดิตเรตติ้งระดับ A ต่อเนื่อง 12 ปีซ้อน พร้อมต้นทุนทางการเงินต่ำ สะท้อนความพร้อมในการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ดร.ประทีป ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยภายในประเทศและในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นรายได้หลัก บริษัทยังมีรายได้จากการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจโรงแรม ปีละประมาณ 1,000 ล้านบาท และล่าสุดได้พัฒนาโครงการคลังสินค้าในอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี บนที่ดินกว่า 200 ไร่ มูลค่าโครงการรวมที่ดิน 1,600 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนระหว่างศุภาลัย ถือหุ้นในสัดส่วน 41% ยูโรเปี้ยนฟู้ด ถือหุ้น 10% และกลุ่มเอยูกรุ๊ป ทุนจีนที่จดทะเบียนบริษัทในฮ่องกง ถือหุ้น 49% โดยจะเริ่มก่อสร้างในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายจากได้ค่าเช่าในปี 2570

ด้านนายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี 2568 เป็นปีแห่งความท้าทายจากปัจจัยที่กระทบต่อความเชื่อมั่นและการดำเนินงาน โดยมีปัจจัยลบมีต่อเนื่อง ไม่มีปัจจัยบวกให้เห็นอย่างชัดเจน ประกอบกับมีเหตุการณ์แผ่นดินไหว ที่อยู่อาศัยในทุกตลาดเติบโตลดลงต่อเนื่อง ยอดขายทั้งปีเหลือเพียง 50,000 ยูนิต แต่คาดว่าตลาดน่าจะผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว

สำหรับในช่วงต้นปี 2569 ได้เห็นสัญญาณที่ดีหลายอย่าง อาทิ ดีเวลล็อปเปอร์หลายรายได้เตรียมความพร้อมจ่ายคืนหุ้นกู้แล้ว สะท้อนได้ว่าตลาดอสังหาฯ น่าจะดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ดีเวลล็อปเปอร์หลายรายก็อาจไม่มีกำลังซื้อที่ดินเพิ่มเติม การเปิดโครงการใหม่ในปีนี้จึงอาจจะไม่ได้มากเหมือนปีที่แล้ว ซึ่งจากสถานการณ์ตลาดที่ไม่น่าจะแย่กว่าปีที่แล้ว และยังมีโอกาสเพิ่มเติมจากการควบรวมตลาดของดีเวลล็อปเปอร์รายใหญ่ ซึ่งศุภาลัยเป็นหนึ่งในนั้น จึงเชื่อว่าปี 2569 จะเป็น Year of Strength ที่ศุภาลัยจะเดินหน้าอย่างมั่นคงบนฐานที่พร้อมกว่าเดิม

สำหรับปี 2569 ศุภาลัยกำหนดเป้าหมายยอดขายในประเทศไทย 30,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 14% จากปี 2568 ที่มียอดขาย 26,294 ล้านบาท พร้อมวางแผนเปิดโครงการใหม่รวม 28 โครงการ มูลค่ารวม 35,000 ล้านบาท สูงกว่าปีที่แล้วที่มีการเปิดตัวโครงการใหม่ 22 โครงการ มูลค่ารวม 29,470 ล้านบาท อยู่ 18% โดยใน 28 โครงการที่จะเปิดใหม่ในปีนี้ แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 23 โครงการ มูลค่ารวม 27,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 5 โครงการ มูลค่ารวม 8,000 ล้านบาท และกำหนดงบซื้อที่ดิน 8,000 ล้านบาท มากกว่าปีที่แล้ว 57%

ด้านรายได้ในปีนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายรับรู้รายได้ประมาณ 27,000 ล้านบาท โดยมีโครงการคอนโดมิเนียมพร้อมโอนกรรมสิทธิ์เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ได้แก่ ศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย–พัฒนาการ, ศุภาลัย เซนส์ ศรีนครินทร์ และ ศุภาลัย คราม เขาเต่า รวมมูลค่า 6,080 ล้านบาท

โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทมีโครงการปิดการขายแล้ว (Sold out) ภายในปี รวม 21 โครงการ มูลค่าโครงการ 35,470 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 13 โครงการ และโครงการคอนโดมิเนียม 8 โครงการ และในปี 2569 นี้ บริษัทยังเตรียมเปิดตัวโครงการสำคัญ อาทิ “ศุภาลัย ลอฟท์ ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์” และ “ศุภาลัย พรีมา วิลล่า รังสิต คลอง 3” พร้อมขยายการพัฒนาไปยังจังหวัดสุพรรณบุรีและเกาะ สมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ครอบคลุม 30 จังหวัดทั่วประเทศ

ขณะเดียวกันบริษัทต่อยอดกรอบคิดเดียวกันสู่พาร์ท Global Driven โดยชูออสเตรเลียเป็นตลาดต่างประเทศที่เห็นศักยภาพชัดเจนจากตัวเลขผลงาน ปี 2568 ที่เติบโตกว่า 370% และปี 2569 บริษัทตั้งเป้ายอดขายที่ 15,000 ล้านบาท โดยเน้นบริหารพอร์ตให้ “สมดุล” และเลือกโครงการที่ตอบโจทย์ดีมานด์จริง เพื่อให้รายได้ต่างประเทศเป็นฐานที่มีคุณภาพและช่วยเสริมเสถียรภาพบริษัท ในระยะยาว

ในเชิงพอร์ตการลงทุน ปัจจุบันศุภาลัยกระจายการลงทุนในออสเตรเลียหลายรัฐ และในปี 2569 เตรียมเปิดใหม่ 1 โครงการในเมืองเมลเบิร์น ทำให้พอร์ตโครงการรวมอยู่ที่ 25 โครงการ ครอบคลุม 4 รัฐ 6 เมือง รวมมูลค่า 176,500 ล้านบาท (ตามสัดส่วนการถือหุ้นของศุภาลัย) ซึ่งสะท้อนความพร้อมในการขยายการลงทุนอย่างเหมาะสมตามสภาพตลาดในแต่ละพื้นที่