“แอสเซทไวส์” เปิดตัวอาณาจักรมิกซ์ยูส “ไวส์พาร์ค มีนบุรี” รวมคอมมูนิตี้มอลล์ ที่อยู่อาศัย พร้อมพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ ไว้บนพื้นที่กว่า 33 ไร่ มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท รับการเป็น The Next CBD ของมีนบุรี

นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แอสเซทไวส์ มีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์มาแล้วกว่า 18 ปี และได้เริ่มพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมมาตั้งแต่ปี 2556 โดย 9 ปีที่ผ่านมา ได้พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ แอทโมซ, โมดิซ, เคฟ รวมทั้งโครงการแนวราบมาแล้ว 44 โครงการ มูลค่ากว่า 46,700 ล้านบาท และบริษัทยังมีความมุ่งมั่นที่จะขยายธุรกิจอสังหาฯ ให้ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ปัจจุบันเมืองกรุงเทพฯ ได้ขยายขยายตัวออกไปในแต่ละพื้นที่มากยิ่งขึ้น หนึ่งในนั้นคือย่านมีนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทั้งด้านปัจจัยการอยู่อาศัย แหล่งงาน และแหล่งรวมไลฟ์สไตล์ จนได้รับการขนานนามว่า เป็นย่าน The Next CBD ศูนย์กลางแหล่งงานและธุรกิจของเมืองรอบนอกฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ แห่งใหม่ในอนาคต ซึ่งบริษัทได้เล็งเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจ จึงเดินหน้าพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสครบวงจรแห่งใหม่ บนพื้นที่กว่า 33 ไร่ ใจกลางทำเลที่ดีที่สุดย่านมีนบุรี กับ โครงการ “ไวส์พาร์ค มีนบุรี” (WISEPARK Minburi) มูลค่าโครงการรวมกว่า 10,000 ล้านบาท

สำหรับ “โครงการ ไวส์พาร์ค มีนบุรี ถือเป็นมิกซ์ยูสแห่งแรกของแอสเซทไวส์ ตั้งอยู่ติดถนนสีหบุรานุกิจ โดยบริษัทมีแผนจะพัฒนาพื้นที่ขนาดกว่า 33 ไร่ ให้เป็นมิกซ์ยูสที่ล้ำสมัยครบวงจรแห่งใหม่ ประกอบด้วย โครงการมิงเกิ้ล มอลล์ (Mingle Mall) คอมมูนิตี้มอลล์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัย และโครงการคอนมิเนียมโลว์ไรส์ สูง 8 ชั้น 2 โครงการ โครงการคอนมิเนียมไฮไรส์ สูง 30 ชั้น 1 โครงการ โครงการมิกซ์ยูสซึ่งประกอบด้วยห้องชุดพักอาศัยและสำนักงาน สูง 45 ชั้น 1 โครงการ รวมทั้งหมดกว่า 4,5000 ยูนิต นอกจากนั้นยังมี WISEPARK PAVILION, LINEAR GARDEN และพื้นที่สีเขียวในโครงการอีกกว่า 12 ไร่ โดยการพัฒนาโครงการจะแบ่งออกเป็น 4 เฟส คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้าง 6 ปี ซึ่งจะเริ่มจากการพัฒนา โครงการมิงเกิ้ล มอลล์ ในต้นปี 2565 ต่อด้วยโครงการแอทโมซ โฟลว์ มีนบุรี (Atmoz Flow Minburi) คอนโดมิเนียมสไตล์รีสอร์ท สูง 8 ชั้น 3 อาคาร จำนวนห้องชุดพักอาศัย 739 ยูนิต บนพื้นที่ 6-0-13 ไร่ ซึ่งมาพร้อมนิยามการอยู่อาศัยที่ผสมผสานเทคโนโลยีและพื้นที่สีเขียวของธรรมชาติไว้ในทุกรายละเอียด ตอบโจทย์วิถีชีวิตรูปแบบใหม่ พร้อมห้องชุดพักอาศัย All Gens Series รองรับการอยู่อยู่อาศัยตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงวัยสูงอายุ พร้อม Lifestyle Activities กว่า 35 รายการ ซึ่งเริ่มเปิดจองแล้ว ในราคาเริ่มต้น 1.65 ล้านบาท* และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 4 ปี 2566

 นายกรมเชษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แอสเซทไวส์ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการออกแบบโครงการ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิต จึงได้ศึกษาข้อมูล และพัฒนาโครงการ ไวส์พาร์ค มีนบุรี” ภายใต้แนวคิด “WISECOLOGY เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบทั้งในวันนี้ และอนาคต” โดยมีเป้าหมายเป็นเมืองแห่งสุขภาวะที่ดี สร้างสภาพแวดล้อมให้น่าอยู่ปลอดภัยเป็นมิตรและยั่งยืน ด้วยการนำเทคโนโลยี, ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต และสิ่งแวดล้อม มาต่อยอด โดยยกระดับคุณภาพของการอยู่อาศัยบนพื้นที่ The Next CBD มาผสมผสานกับความโดดเด่นของโครงการ ทั้ง 3 ด้าน ที่สมบูรณ์แบบยิ่งกว่า ประกอบด้วย

1.Smart Living “สร้างสรรค์สังคมแห่งความสะดวก สบาย และปลอดภัย” ด้วยการนำ Security Intelligence นวัตกรรมเทคโนโลยีระบบรักษาความปลอดภัยถึง 5 ชั้น ตั้งแต่เข้าโครงการไปจนถึงพื้นที่ที่อยู่อาศัย พร้อมควบคุมการใช้งานพื้นที่ส่วนกลางด้วย Key Card ที่สามารถมั่นใจในคุณภาพการอยู่อาศัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Convenience Lifestyle สิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ รายล้อมไปด้วยสถานที่สำคัญทั้งศูนย์การค้า, สถานศึกษา และสถานที่อำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ตลาดสดมีนบุรี, ตลาดนัดจตุจักร 2,The Promenade, แฟชั่นไอซ์แลนด์, โรงพยาบาลนวมินทร์ 9, โรงพยาบาลนวมินทร์ 1, โรงเรียนเศรษฐบุตรบำเพ็ญ และ Ruamrudee International School เป็นต้น

นอกจากนี้บริเวณด้านหน้าโครงการยังเป็นที่ตั้งของ โครงการ มิงเกิ้ล มอลล์ (Mingle Mall) คอมมูนิตี้มอลล์แห่งที่ 2 จากแอสเซทไวส์ ที่ถูกออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ “DEFINITION OF THE RELAXING” แหล่งรวมร้านค้า ร้านอาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย มาพร้อมด้วยบรรยากาศสีเขียวชะอุ่มร่มรื่นเหมาะกับการใช้ชีวิตแบบครบวงจรในที่นี่ที่เดียว ด้วยพื้นที่รวมกว่า 8,857 ตร.ม. เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยของผู้อยู่อาศัยมากที่สุด

Transportations Center เชื่อมต่อทุกการเดินทางสู่อนาคตที่สะดวกสบาย ด้วยทำเลตั้งอยู่พื้นที่ศักยภาพย่านมีนบุรี ที่สามารถเชื่อมต่อสู่ใจกลางเมือง และออกนอกเมืองได้สะดวกสบาย ใกล้สถานีรถไฟฟ้าสายสีชมพู ตลาดมีนบุรี เพียง 350 เมตร และยังมีสถานีรถไฟฟ้ามีนบุรี Interchange สายสีชมพู – สายสีส้ม ซึ่งจะเปิดให้บริการปี 2567 อีกทั้งยังใกล้จุดขึ้น-ลงวงแหวนกาญจนาภิเษก และใกล้สนามบินสุวรรณภูม

2. Sustainable Life “คิด…เพื่อคนทุกรุ่นทั้งวันนี้ และอนาคต” แอสเซทไวส์ยังได้ออกแบบพื้นที่เพื่อให้ตอบโจทย์คนทุกรุ่น ด้วยยูนิตที่เป็น All Gens Series ภายใต้แนวคิด “Multi Dimension for Multi Lifestyle” ทั้ง Extensive Space การออกแบบพื้นที่ของห้องพักให้กว้างขวาง มาพร้อม Adaptive Design ฟังก์ชั่นการใช้งานที่คุ้มค่า และสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้อย่างหลากหลาย เพื่อสอดรับกับ Flexible Lifestyle ที่มีความยืดหยุ่นสูง รองรับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนทุกวัย และยังยกระดับการมีสุขภาพที่ดีด้วย Ensured Safety and Health บริการดูแลสุขภาพ Health Service ด้วย AssetWise Health Station ที่ตรวจสุขภาพของคุณได้ทุกวัน รวมทั้งมีพันธมิตรที่เข้ามาร่วมดูแลสุขภาพของผู้อยู่อาศัย อย่าง Application for Health  เชื่อมต่อกับแพทย์ออนไลน์ มั่นใจในการดูแลสุขภาพตลอด 24 ชม (Telemedicine) และ DoCare by SCG เทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อความปลอดภัยและป้องกันสุขภาพของผู้อยู่อาศัยและรับเทรนด์ Healthy Lifestyle ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

3. Environment Friendly “คิด…เพื่อรักษ์โลก” นอกจากแอสเซทไวส์จะคิดเพื่อให้ชีวิตดีขึ้นแล้ว ยังคิดเพื่อรักษ์โลก ภายใต้แนวคิด “GrowGreen” เพื่อสร้าง Community ที่เกื้อหนุนให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งในแง่ของการพักอาศัย สิ่งแวดล้อมและสังคม ภายใต้ 5 แกนหลัก อย่าง Energy Efficiency: การออกแบบการใช้พลังงานในอาคารอย่างคุ้มค่า, Waste Management: เพื่อให้การจัดการขยะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น, Green Space: การออกแบบและสร้างพื้นที่สีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม, Clean Air: แอสเซทไวส์ใส่ใจในเรื่องการมีอากาศที่สะอาด โดยเน้นการเลือกวัสดุก่อสร้างที่ลดปริมาณการสร้างมลพิษในอากาศ และ Water Saving: การคำนึงเรื่องใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อร่วมกันทำให้สังคมของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้น และเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” นายกรมเชษฐ์ กล่าว

“เรามั่นใจว่าไวส์พาร์ค มีนบุรี จะเป็นจุดศูนย์รวมไลฟ์สไตล์แห่งใหม่บนย่านมีนบุรี ที่รวบรวมสิ่งอำนวยความสะดวกแบบครบวงจร และนับเป็นการตอกย้ำศักยภาพของบริษัทฯ ในการดำเนินธุรกิจที่สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค รวมทั้งยังเป็นการสร้างขยายโอกาสการเติบโตในการทำธุรกิจ ซึ่งคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าได้อย่างแน่นอน” นายกรมเชษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย