HBA ชี้ปี 68 ตลาดบ้านสร้างเองหดตัว 11% มูลค่ารวมเหลือราว 1.9 แสนล้านบาท จากเศรษฐกิจชะลอตัว ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ หนี้ครัวเรือนสูง ตลาดกรุงเทพฯ–ปริมณฑลทรุด มูลค่าลดลง 16% เหลือสัดส่วน 23% ขณะที่ตลาดต่างจังหวัดติดลบน้อยกว่า ครองส่วนแบ่งตลาด 77% นำโดยภาคใต้และอีสาน เผยปี 69 HBA เดินกลยุทธ์ประคองตัว ภายใต้ยุทธศาสตร์ B-Q-O ย้ำแบรนด์ คุณภาพ และองค์กรข้อมูล พร้อมเตรียมอัดยาแรง เสนอ 3 มาตรการรัฐหลังเลือกตั้ง หวังกระตุ้นกำลังซื้อและฟื้นตลาดบ้านสร้างเอง

นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builder Association : HBA) กล่าวว่า ปี 2568 สถานการณ์ของตลาดบ้านสร้างเองมีความยากและท้าทาย ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์ไทย-กัมพูชา เศรษฐกิจเติบโตในระดับต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง กำลังซื้อไม่ฟื้น ส่งผลให้ตลาดรับสร้างบ้านหดตัวลงไปด้วย โดยคาดการณ์มูลค่ารวมปิดที่ 190,134 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 11% ตามภาวะเศรษฐกิจ แต่ “ตลาดต่างจังหวัด” นำโดยภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แข็งแกร่ง ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดถึง 77% เมื่อเทียบกับตลาดกรุงเทพฯ และปริมณฑล 

“จากข้อมูลสถิติปี 2568 สมาคมฯ คาดการณ์มูลค่าตลาดรวมบ้านสร้างเองทั่วประเทศ อยู่ที่ประมาณ 190,134 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 11% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีมูลค่ารวม 213,360 ล้านบาท โดยปัจจัยหลักยังคงมาจากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ปัญหาหนี้ครัวเรือน และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน”

“อย่างไรก็ตามในปี 2568 โครงสร้างตลาดบ้านสร้างเองมีการปรับเปลี่ยนจากเดิมที่ตลาดกรุงเทพฯ และปริมณฑล ครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นหลัก อยู่ในภาวะหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญจากการชะลอตัวของกำลังซื้อ ขณะที่ราคาที่ดินมีการปรับตัวสูงขึ้นมาก ขณะที่ในส่วนของต่างจังหวัดตลาดบ้านสร้างเองมีขนาดเติบโตขึ้น โดยเฉพาะภาคใต้ มีสัดส่วนตลาด 18% และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีสัดส่วนตลาด 17% ซึ่งเป็นสองพื้นที่ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วงปีที่ผ่านมา ขณะที่หากเจาะลึก จังหวัดที่ทำสร้างยอดสั่งสร้างได้มากที่สุด ได้แก่ 1 กรุงเทพฯ 2.เชียงใหม่ 3.ชลบุรี 4.โคราช 5.สมุทรปราการและปทุมธานี” นายอนันต์กร กล่าว

ทั้งนี้ ตลาดบ้านสร้างเองในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 43,731 ล้านบาท ปรับตัวลดลงแรงถึง -16% จากปีก่อนที่มีมูลค่า 52,060 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนตลาดลดลงเหลือเพียง 23% ขณะที่ ตลาดบ้านสร้างเองต่างจังหวัด มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 146,403 ล้านบาท ปรับตัวลดลง -9% จากปีก่อนที่มีมูลค่า 161,300 ล้านบาท ทั้งนี้แม้จะหดตัวแต่ยังน้อยกว่าพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนตลาดรวม 23% ส่วนตลาดต่างจังหวัดขยับขึ้นไปครองแชมป์ที่ 77% ของตลาดรวมทั่วประเทศ

นายอนันต์กร กล่าวต่อไปอีกว่า ในปี 2569 HBA จะเน้นกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจแบบประคองตัว (Conservative) ท่ามกลางเศรษฐกิจโดยรวมที่ค่อนข้างผันผวน โดยจะยังคงต่อยอดความสำเร็จจากการดำเนินงานในปี 2568 ภายใต้ยุทธศาสตร์ B-Q-O เพื่อขับเคลื่อนองค์กรผ่านยุทธศาสตร์ 3 ปัจจัย ได้แก่

B – Brand Awareness (การสร้างแบรนด์และการรับรู้) โดยสมาคมฯ ได้พลิกโฉมการสื่อสารครั้งใหญ่สู่โลกดิจิทัลเต็มรูปแบบ ทั้งการปรับปรุงเว็บไซต์ใหม่ พร้อมรุกทุกแพลตฟอร์มด้วย Video Content 10 วินาทีแรก เพื่อการสื่อสารที่เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ (New Gen) และทำให้เห็นถึงความแตกต่างของการใช้บริการสมาชิกสมาคมฯ เมื่อเทียบกับผู้รับเหมาทั่วไป ทั้งด้านมาตรฐานและความน่าเชื่อถือ

Q – Quality (การยกระดับคุณภาพ) ที่สมาคมฯ มุ่งเน้นการพัฒนา “คน” ผ่านโมเดล “ทีมฟุตบอล” ทั้งในส่วนของ MD/CEO (Coach) การปรับทัศนคติให้มองธุรกิจระยะยาวและยั่งยืน ทีมขาย (กองหน้า) การพัฒนาสู่การเป็น “ที่ปรึกษาเรื่องบ้าน” ที่รู้ลึก รู้จริง ทีมก่อสร้าง (กองกลาง) การควบคุมคุณภาพหน้างาน (On-site) ให้ได้มาตรฐานวิศวกรรม และสุดท้าย ทีม Back Office (กองหลัง) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการ “ป้องกันการขาดทุน” เน้นการทำ BOQ (Bill of Quantities) ที่แม่นยำ และการควบคุมต้นทุน (Cost Control) เพื่อให้ธุรกิจมีกำไรและมั่นคง

O – Organization (องค์กรแห่งข้อมูลและความน่าเชื่อถือ) โดยสมาคมฯ ยกระดับบทบาทสู่การเป็น Data Center แห่งแรกของวงการ ที่รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่แม่นยำของ “มูลค่าตลาดบ้านสร้างเอง” ทั่วประเทศ และแยกเป็นรายภูมิภาค เพื่อให้สมาชิกใช้วางแผนกลยุทธ์ และเป็นแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ของประเทศ

นอกจากนี้ ในปี 2569 สมาคมฯ เตรียมจัดตั้ง “บอร์ดภูมิภาค” (Regional Committee) ขึ้นอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก โดยนำร่องที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ เพื่อดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นการจัดงานแฟร์สัญจร รวมทั้งการเตรียมจัดงานรับสร้างบ้านในภูมิภาคขึ้นเป็นครั้งแรกในปีนี้ เบื้องต้นในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือปีละ 1 ครั้ง  และภาคใต้ ปีละ 1 ครั้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารไปยังผู้บริโภคทั่วประเทศถึงบริการที่แตกต่าง ทั้งด้านคุณภาพงานก่อสร้าง คุณภาพงานบริการที่ครบวงจรของบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกฯ เพื่อไม่ให้ที่ผู้บริโภคที่ต้องการสร้างบ้านต้องพบกับปัญหาการทิ้งงานของผู้รับเหมาและบริษัทรับสร้างบ้านที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยมีการนำ “MR.HO-ME” แมสคอตของสมาคมฯ มาเป็นตัวแทนการสื่อสาร และเข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศให้มากขึ้น

นายอนันต์กร ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ปี 2569 การเลือกตั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญที่จะจุดชนวนความเชื่อมั่นและเรียกความเชื่อมั่นผู้บริโภคให้กลับคืนมา ซึ่งนอกจากยุทธศาสตร์ B-Q-O แล้ว ภายหลัง “การเลือกตั้ง” แล้วเสร็จ และดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เป็นที่เรียบร้อย ทางสมาคมฯ ได้เตรียมนำเสนอ 3 มาตรการกระตุ้นตลาดรับสร้างบ้านให้กับคณะรัฐบาลชุดใหม่ได้พิจารณา เพื่อกระตุ้นตลาดบ้านสร้างเอง ปลดล็อกกำลังซื้อ และเป็นการเร่งฟื้นฟูตลาดให้กลับมาเร็วขึ้น ได้แก่

1.โมเดล “คนละครึ่งภาคอสังหาฯ” เสนอให้รัฐพิจารณามาตรการ “รัฐช่วยจ่าย” (Co-payment) เช่น สนับสนุนค่าวัสดุก่อสร้างบางส่วน หรือ อุดหนุนดอกเบี้ยช่วงแรก เพื่อลดภาระคนอยากมีบ้าน

2.สมาคมฯ ได้ทำจดหมายส่งถึงกระทรวงการคลัง เรื่องขอให้พิจารณาต่ออายุมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ที่ต้องการปลูกสร้างบ้าน โดยบ้านมูลค่า1 ล้าน หักลดหย่อนได้ 10,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 1 แสนบาท โดยจะขอต่ออายุออกไปอีก 2 ปี จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เป็นสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2570

3.เตรียมข้อเสนอขยายเพดาน “สร้างบ้านลดหย่อนภาษี” จากผู้ที่ต้องการสร้างบ้านสามารถนำค่าจ้างก่อสร้างบ้านมาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 100,000 บาท ในอนาคตทางสมาคมฯ เตรียมนำข้อเสนอต่อภาครัฐเพื่อขยายเพดานลดหย่อนสูงสุดเป็น 500,000 บาท ซึ่งจะช่วยลดภาระผู้ที่ต้องการการปลูกสร้างบ้านบนที่ดินของตนเอง

“ทั้ง 3 มาตรการดังกล่าว นำเสนอเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนวัสดุก่อสร้างและค่าแรงในปัจจุบันที่ปรับราคาสูงขึ้น อีกทั้งยังเป็นแรงจูงใจสำคัญให้คนตัดสินใจสร้างบ้านที่รวดเร็วขึ้น ซึ่งนำมาสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค และส่งเสริมการจ้างงานในภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างยั่งยืน โดยปีนี้ตั้งเป้าหมายมูลค่าตลาดรวมไว้ใกล้เคียงกับปี 2568 คือประมาณ 1.9-2 แสนล้านบาท” นายอนันต์กร กล่าว