BAM เดินหน้าช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยผ่านโครงการ “เริ่มต้นใหม่กับ BAM” ภายใต้แนวคิด “ทางออกของหนี้ เพื่อชีวิตที่ไปต่อได้” เปิดโอกาสให้ลูกหนี้กลับมาตั้งหลักทางการเงินอีกครั้ง ด้วยมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ที่ผ่อนปรน พร้อมยกระดับบทบาทจากผู้บริหารสินทรัพย์สู่การเป็น “โรงพยาบาลแก้หนี้” มุ่งให้คำปรึกษา วิเคราะห์ปัญหา และออกแบบแนวทางปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะสมกับศักยภาพของลูกหนี้แต่ละราย

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM  เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ลูกหนี้รายใหม่เข้ามาเจรจาปรับโครงสร้างหนี้มากขึ้น พร้อมตอกย้ำบทบาทของ BAM ในการช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน

สำหรับคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้กับ BAM มาก่อน มียอดหนี้คงเหลือไม่เกิน 3 ล้านบาท ครอบคลุมสินเชื่อทุกประเภท ทั้งที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน รวมถึงลูกหนี้ที่ยังไม่มีการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และหลักประกันยังไม่ถูกเจ้าหนี้บังคับคดี

ทั้งนี้ BAM กำหนดแนวทางช่วยเหลือไว้ 2 รูปแบบ ได้แก่

  • กรณีปิดบัญชี ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้ไม่น้อยกว่า 70% ของยอดเงินต้นคงเหลือ ภายใน 60 วันนับจากวันอนุมัติ โดยไม่คิดดอกเบี้ย
  • กรณีผ่อนชำระ ลูกหนี้สามารถผ่อนรายเดือน ดอกเบี้ย 0% ในช่วง 3 ปีแรก และผ่อนชำระจบภายใน 10 ปี

ด้านผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 BAM สามารถสร้างผลเรียกเก็บได้ 3,026 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิกว่า 217 ล้านบาท ขณะที่บริษัทเดินหน้าปรับโครงสร้างทางการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยลดสัดส่วนหนี้สินต่อทุนจากเดิมที่เคยสูงกว่า 2.7 เท่า เหลือ 2 เท่า ซึ่งถือเป็นระดับต่ำที่สุดในธุรกิจ AMC พร้อมตั้งเป้าควบคุมไม่ให้เกิน 2 เท่าในระยะต่อไป

ดร.รักษ์ กล่าวอีกว่านับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งบริษัทได้ทยอยลดภาระหนี้จากเกือบ 90,000 ล้านบาท เหลือประมาณ 70,000 ล้านบาท พร้อมลดต้นทุนการกู้ยืมจาก 3.56% โดยตั้งเป้าลดลงสู่ระดับ 3% ภายในไตรมาส 3 ปีนี้ ผ่านแนวทางดำเนินธุรกิจใหม่ที่เน้นก่อหนี้ให้น้อยลง และใช้สภาพคล่องของบริษัทในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น

“หากเราบอกลูกหนี้ให้ลดหนี้ ใช้สภาพคล่องอย่างระมัดระวัง ตัวเราเองก็ต้องเป็นตัวอย่างด้วย” ดร.รักษ์ กล่าว

ในส่วนของการบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) บริษัทมีผลเรียกเก็บจาก NPL จำนวน 2,039 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้จากการปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มขึ้นเป็น 69% จากเดิมเฉลี่ยราว 50% สะท้อนแนวทางการให้โอกาสลูกหนี้กลับมาตั้งหลัก มากกว่าการยึดทรัพย์เข้าสู่พอร์ตบริษัท ขณะเดียวกัน มีจำนวนลูกหนี้ที่เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ในไตรมาสแรก  582 ราย เพิ่มขึ้น 88% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

ด้านการขายทรัพย์สินรอการขาย (NPA) บริษัทหันมาเน้นการขายทรัพย์ขนาดกลางและขนาดเล็กมากขึ้น โดยในกลุ่มทรัพย์กว่า 200 รายการ มูลค่ารวม 295 ล้านบาท เฉลี่ยเพียงรายการละประมาณ 1 ล้านบาท เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงทรัพย์ได้ง่ายขึ้น ขณะที่ไม่ได้ทิ้งกลุ่มคนมีฐานะ โดยโครงการ BAM Select สามารถขายทรัพย์ได้ 47 รายการ มูลค่ารวม 154 ล้านบาท หรือเฉลี่ยราว 3 ล้านบาทต่อรายการ

“วันนี้ BAM ยังเป็น BAM คนเดิม แต่ลงรายละเอียดมากขึ้น จากเดิมที่เน้นขายทรัพย์ชิ้นใหญ่ ก็เริ่มขยับมาสู่ทรัพย์ชิ้นกลางและชิ้นเล็กมากขึ้น กำไรอาจเท่าเดิม แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือการช่วยคนได้มากขึ้น” ดร.รักษ์ กล่าว

สำหรับแผนการเติบโตผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร ปัจจุบันการร่วมทุนกับ ธนาคารออมสิน สามารถทำกำไรในไตรมาส 1 ปี 2569 ได้แล้ว 64 ล้านบาท และคาดว่าทั้งปีจะทำกำไรได้ราว 200 ล้านบาท ส่วนความร่วมมือกับ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ทำกำไรได้ 15 ล้านบาทในไตรมาสแรก และอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรใหม่เพิ่มเติมอีก 4 ราย

แม้ภาวะเศรษฐกิจยังมีความผันผวน BAM ยังคงเป้าหมายผลเรียกเก็บทั้งปีไว้ที่ 17,900 ล้านบาท ผ่านกลยุทธ์สร้างกระแสเงินสดจากการปรับโครงสร้างหนี้ การผลักดันโครงการ “ทรัพย์มหาชน พลัส” เพื่อช่วยกลุ่มเปราะบางเข้าถึงที่อยู่อาศัยมากขึ้น รวมถึงการขับเคลื่อนองค์กรด้วยกลยุทธ์ “3 ฟันเฟือง” ได้แก่ การบริหาร NPL และ NPA อย่างเข้มข้น การลงทุนในระบบและ e-Marketplace และการพัฒนาบุคลากรแบบ Hybrid Talent เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านรายได้และการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร