ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เผยตลาดที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาส 1/69 ชะลอตัวด้านอุปทาน หลังใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน หน่วยเปิดขายใหม่ และที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จลดลงเกือบทุกตัวชี้วัด ขณะที่อุปสงค์เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวจากจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ที่เพิ่มขึ้น 10.5% แม้มูลค่าการโอนยังลดลง
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยบทวิเคราะห์ “สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาส 1 ปี 2569” พบว่า ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลยังอยู่ในภาวะชะลอตัวด้านอุปทาน โดยผู้ประกอบการระมัดระวังการลงทุนและการเปิดตัวโครงการใหม่มากขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
ข้อมูลระบุว่า ใบอนุญาตจัดสรรที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลช่วงไตรมาสแรกปี 2569 มีจำนวนเพียง 13 โครงการ รวม 2,645 หน่วย ลดลง 58.1% และ 44.3% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการชะลอตัวของการพัฒนาโครงการใหม่อย่างชัดเจน
เมื่อจำแนกตามประเภทที่อยู่อาศัย พบว่าบ้านเดี่ยวยังคงครองสัดส่วนสูงสุด 47.3% ของจำนวนหน่วยทั้งหมด รองลงมาเป็นทาวน์เฮ้าส์ 39.0% และบ้านแฝด 12.5% ขณะที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรปราการเป็นพื้นที่ที่มีจำนวนใบอนุญาตจัดสรรสูงสุด คิดเป็นสัดส่วนรวมกว่า 75% ของทั้งตลาด
อย่างไรก็ตาม แม้การจัดสรรที่ดินจะชะลอตัว แต่การออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยกลับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.6% อยู่ที่ 11,174 หน่วย โดยได้รับแรงหนุนจากการก่อสร้างที่อยู่อาศัยแนวราบที่เพิ่มขึ้นถึง 28.4% เป็น 8,541 หน่วย ขณะที่การก่อสร้างอาคารชุดลดลง 40.9% เหลือ 2,633 หน่วย
สำหรับตลาดเปิดขายใหม่ พบว่าในไตรมาสแรกมีการเปิดตัวโครงการใหม่รวม 49 โครงการ จำนวน 8,370 หน่วย ลดลง 31.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่าโครงการรวมอยู่ที่ 59,782 ล้านบาท ลดลง 10.4%
ในส่วนของโครงการแนวราบ มีจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่เพียง 1,859 หน่วย ลดลง 54.5% และมีมูลค่า 21,390 ล้านบาท ลดลง 50.5% ขณะที่โครงการอาคารชุดเปิดขายใหม่ 6,511 หน่วย ลดลง 19.2% แต่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 63.0% อยู่ที่ 38,393 ล้านบาท สะท้อนการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมในระดับราคาที่สูงขึ้น
ด้านที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีจำนวนรวม 14,903 หน่วย ลดลง 16.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยลดลงเกือบทุกประเภท ยกเว้นบ้านแฝดที่เพิ่มขึ้น 23.6% และทาวน์เฮ้าส์ที่เพิ่มขึ้น 21.3%
ขณะที่ภาพด้านอุปสงค์เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว โดยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลมีจำนวน 33,672 หน่วย เพิ่มขึ้น 10.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่มีมูลค่ารวม 103,939 ล้านบาท ลดลง 2.8%
เมื่อพิจารณาแยกตามประเภทการโอน พบว่า การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยสร้างใหม่มีจำนวน 14,619 หน่วย เพิ่มขึ้น 4.0% แต่มูลค่าลดลง 5.6% ขณะที่การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสองมีจำนวน 19,053 หน่วย เพิ่มขึ้น 16.0% และมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 1.8%
ทั้งนี้ สัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์แบ่งเป็นที่อยู่อาศัยสร้างใหม่ 43% และที่อยู่อาศัยมือสอง 57% ของจำนวนหน่วยทั้งหมด สะท้อนว่าตลาดบ้านมือสองยังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคที่มองหาทางเลือกด้านราคาท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความท้าทาย
สำหรับพื้นที่ที่มีการโอนกรรมสิทธิ์มากที่สุดยังคงเป็นกรุงเทพมหานคร จำนวน 17,746 หน่วย มูลค่ารวม 64,952 ล้านบาท โดยจำนวนหน่วยโอนเพิ่มขึ้นในทุกจังหวัด ขณะที่มูลค่าการโอนเพิ่มขึ้นเกือบทุกพื้นที่ ยกเว้นกรุงเทพมหานครและสมุทรปราการที่ปรับตัวลดลง



