แอสเซทไวส์มองตลาดคอนโดช่วงที่เหลือของปี 69 แนวโน้มกลับมาคึกคัก หลังผู้ประกอบการทยอยกลับมาเปิดตัวโครงการใหม่ เผยแผนปีนี้โอนกรรมสิทธิ์ 11 โครงการคอนโด มูลค่ารวม 2.6 หมื่นล้าน เตรียมเปิดสัมผัส “ตึกจริง วิวจริง” “Modiz Voyage ศรีนครินทร์” ชูไฮไลต์ Business Unit รับเทรนด์อยู่อาศัย–ทำธุรกิจในพื้นที่เดียว ราคาเริ่มต้น 2.39 ล้านบาท พร้อมเตือนผู้ประกอบการจำเป็นต้อง “เลือกให้แม่นขึ้น” ก่อนผุดโครงการใหม่ในภาวะที่ตลาดยังต้องเผชิญความท้าทายด้านกำลังซื้อและสินเชื่อ

นางสาวพชร ประพันธ์วัฒนะ กรรมการผู้จัดการอาวุโส กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คอนโดมิเนียม บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW กล่าวว่า บริษัทประเมินว่าตลาดคอนโดมิเนียมในปีนี้น่าจะทรงตัวได้ดีกว่าปีก่อน โดยในช่วงที่เหลือของปีจะเห็นผู้ประกอบการทยอยเปิดโครงการมากขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศและทำให้ตลาดกลับมาคึกคัก อย่างไรก็ตาม การเปิดโครงการใหม่มีแนวโน้มเน้นกลุ่มราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้มากขึ้น

สำหรับแผนการดำเนินงานของแอสเซทไวส์ในปี 2569 บริษัทมีโครงการที่เตรียมโอนกรรมสิทธิ์โครงการคอนโดมิเนียมรวม 11 โครงการ ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ และภูเก็ต มูลค่ารวม 26,000 ล้านบาท โดยหนึ่งในโครงการไฮไลต์ล่าสุดคือ “Modiz Voyage ศรีนครินทร์” คอนโดมิเนียม High-Rise มูลค่าโครงการประมาณ 2,600 ล้านบาท ซึ่งเตรียมทยอยโอนกรรมสิทธิ์ให้กับลูกค้าในเดือนธันวาคมนี้

“Modiz Voyage ศรีนครินทร์” เป็นอาคารสูง 37 ชั้น จำนวน 813 ยูนิต พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด The Never-Ending Journey โดยนำแรงบันดาลใจจากการเดินทางของสะเก็ดดาวในห้วงอวกาศมาถ่ายทอดผ่านงานสถาปัตยกรรมและเส้นสายรูปทรงเหลี่ยมมุม พร้อมจัดเต็มพื้นที่ส่วนกลาง 4 ชั้น รวมประมาณ 60 รายการ ถือเป็นหนึ่งในโครงการที่มีจำนวนสิ่งอำนวยความสะดวกมากที่สุดของแบรนด์ Modiz

ด้านทำเลตั้งอยู่บนพื้นที่ที่บริษัทมองว่าเป็น “Gateway of New East Bangkok” เชื่อมต่อศรีนครินทร์–ลำสาลี–พระราม 9 โดยอยู่ห่างจาก MRT สถานีศรีกรีฑาประมาณ 300 เมตร สามารถเชื่อมต่อ Airport Rail Link และเดินทางเข้าสู่พื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ ได้ ขณะเดียวกันยังใกล้ทางด่วนศรีรัชและมอเตอร์เวย์ และมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากการเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีส้มในอนาคต

จุดเด่นสำคัญของโครงการอยู่ที่การออกแบบให้รองรับทั้ง Life & Business ผ่านการแบ่งพื้นที่เป็น Resident Unit และ Business Unit โดย Resident Unit มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 23.4–34.8 ตารางเมตร ขณะที่ Business Unit มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 24.6–35.0 ตารางเมตร และออกแบบห้องในลักษณะ Extra Wide มีหน้ากว้างสูงสุดถึง 7.6 เมตร ทำให้พื้นที่ภายในมีความโปร่งและยืดหยุ่นมากขึ้น

ไฮไลต์สำคัญคือ Business Unit จำนวน 116 ยูนิต บนพื้นที่ 4 ชั้นของโครงการ ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับผู้ที่ต้องการใช้พื้นที่สำหรับอยู่อาศัยควบคู่กับการประกอบธุรกิจ โดยมีการจัดพื้นที่และระบบการใช้งานแยกจากส่วนพักอาศัยอย่างชัดเจน รวมถึงมีเคาน์เตอร์และพื้นที่ดูแลเฉพาะสำหรับ Business Unit เพื่อลดผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยในส่วน Residential

นางสาวพชรกล่าวว่า แนวคิด Business Unit เกิดจากประสบการณ์ของบริษัทในการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม High-Rise หลายโครงการ ซึ่งพบว่าฐานลูกค้าส่วนหนึ่งเป็นนักลงทุนและผู้ประกอบการที่ต้องการพื้นที่สำหรับทำธุรกิจ แต่ติดข้อจำกัดเรื่องการจดทะเบียนธุรกิจในอาคารพักอาศัย บริษัทจึงนำความต้องการดังกล่าวมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัยและการทำธุรกิจ โดยเฉพาะบนทำเลที่เดินทางสะดวกและสามารถรองรับลูกค้าที่เข้ามาติดต่อธุรกิจได้

ปัจจุบันโครงการมียอดขายแล้วประมาณ 60% โดยในจำนวนดังกล่าวมีสัดส่วนลูกค้าต่างชาติประมาณ 20% ขณะที่ Business Unit ได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าต่างชาติ โดยเฉพาะผู้ซื้อจากเมียนมาและโปแลนด์ ซึ่งส่วนหนึ่งซื้อเพื่อการลงทุนและปล่อยเช่า ขณะที่ลูกค้าจากไต้หวันและจีนมีทั้งกลุ่มที่ซื้อเพื่อการลงทุนและซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง

สำหรับกลุ่มที่ซื้อเพื่อการลงทุน บริษัทมีทีม Property Management ให้บริการดูแลการปล่อยเช่า โดยห้องแบบ One Bedroom และ One Bedroom Plus มีระดับค่าเช่าที่ประเมินไว้ประมาณ 10,000–15,000 บาทต่อเดือน

นอกจากนี้ โครงการยังให้ความสำคัญกับส่วนกลาง โดยแบ่งการใช้งานออกเป็นทั้ง Passive Mode อาทิ Multi-Working Space, Meeting Room และ Theater Room, Active Mode เช่น Sky Pool, Skyline View Lounge, Cloud Pool, Gym, Chef’s Playground, Live Studio และ Course Studio รวมถึง Relax Mode ที่มี Private Chromo Therapy, Onsen, Spa Room, Stream และ Beauty & Salon Room พร้อม Panoramic View 360 องศาจากชั้นสูงสุดของโครงการ

สำหรับ “Modiz Voyage ศรีนครินทร์” เตรียมเปิดชม “ตึกจริง วิวจริง” เป็นครั้งแรกวันที่ 5-6 กันยายนนี้ ในราคาเริ่มต้น 2.39 ล้านบาท พร้อมข้อเสนอพิเศษเฉพาะวันงาน รับส่วนลดเพิ่ม 100,000 บาท* ค่าส่วนกลางฟรี 1 ปี* ผสอบถามรายละเอียดและเงื่อนไขโปรโมชัน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Line OA : @ModizVoyage หรือโทร 02-168-0000 โดยแอสเซทไวส์คาดว่าจะสามารถปิดการขายโครงการได้ภายในปี 2570 

นางสาวพชร ยังได้กล่าวทิ้งท้ายถึงการปรับตัวของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในภาวะตลาดปัจจุบันอีกว่า แม้สภาพเศรษฐกิจโดยรวมอาจไม่ได้แตกต่างจากปีก่อนมากนัก แต่ Developer จำเป็นต้อง “เลือกให้แม่นขึ้น” ทั้งในเรื่องทำเล กลุ่มเป้าหมาย และขนาดของโครงการ โดยต้องมั่นใจตั้งแต่ต้นว่าโครงการที่เปิดตัวมีโอกาสสร้างยอดขายได้จริง

แนวทางดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการบางรายอาจเลือกเปิดโครงการที่มีขนาดเล็กลง แต่เป็นทำเลที่มีความต้องการชัดเจน แทนการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ที่มีความเสี่ยงด้านยอดขายสูง ขณะที่แอสเซทไวส์เองยังมีแผนเปิดโครงการคอนโดมิเนียมใหม่เพิ่มเติมในปีนี้อีกประมาณ 2–3 โครงการ รวมถึงโครงการในภูเก็ต โดยเน้นทำเลที่บริษัทมีความมั่นใจและสามารถตอบโจทย์ Real Demand ได้

ทั้งนี้ AssetWise มองว่าตลาดคอนโดมิเนียมในช่วงที่เหลือของปีมีโอกาสปรับตัวดีขึ้นจากการที่ผู้ประกอบการเริ่มกลับมาเปิดโครงการมากขึ้น แต่การแข่งขันจะไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนยูนิตหรือขนาดโครงการ หากจะให้น้ำหนักกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับพฤติกรรมผู้บริโภคมากขึ้น ขณะเดียวกันการเลือกทำเลที่มีศักยภาพและกำหนดระดับราคาให้สอดคล้องกับกำลังซื้อ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการขายและโอนกรรมสิทธิ์ในภาวะตลาดที่ยังต้องเผชิญความท้าทายด้านกำลังซื้อและสินเชื่อ