นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดสร้างบ้านในช่วงครึ่งปีแรก 2569 ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยข้อมูลใบอนุญาตก่อสร้างบ้านเองจาก REIC ระบุว่า ตลาดสร้างบ้านเองทั่วประเทศเติบโตประมาณ 20% สำหรับยอดขายของบริษัทสมาชิกสมาคมฯ ในช่วงครึ่งปีแรก 2569 อยู่ที่ประมาณ 4,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มียอดขายประมาณ 4,200 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 4% เนื่องจากกลุ่มลูกค้าตลาดรับสร้างบ้านเป็นกลุ่มเรียลดีมานด์ซึ่งมีที่ดินและต้องการปลูกสร้างที่อยู่อาศัยอยู่แล้ว เนื่องจากบ้านเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ผู้บริโภคจำเป็นต้องมี แม้ภาวะเศรษฐกิจจะส่งผลต่อการตัดสินใจและกำลังซื้อของผู้บริโภคบางส่วนก็ตาม
นายอนันต์กรกล่าวอีกว่า ปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตของตลาดรับสร้างบ้านในช่วงครึ่งปีแรก มาจากความกังวลของผู้บริโภคต่อแนวโน้มราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงก่อนหน้า ทำให้ลูกค้าบางส่วนเร่งตัดสินใจสร้างบ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต
ล่าสุดเพื่อเป็นการกระตุ้นตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง สมาคมได้จัดงาน “รับสร้างบ้านและวัสดุ EXPO 2026” ระหว่างวันที่ 16–20 กันยายน 2569 ณ อิมแพ็ค ฮอลล์ 8 เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด “ที่เดียวจบ ครบเรื่องสร้างบ้าน” โดยมุ่งยกระดับงานให้เป็นมากกว่ามหกรรมแสดงแบบบ้านและวัสดุก่อสร้าง แต่เป็นพื้นที่สำหรับผู้บริโภคในการเปรียบเทียบข้อมูล วางแผนงบประมาณ และเลือกบริษัทรับสร้างบ้านที่เหมาะสม
ภายในงานรวบรวมแบบบ้านมากกว่า 1,000 แบบ ครอบคลุมตั้งแต่บ้านระดับราคา 1 ล้านบาท ไปจนถึงบ้านมูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท พร้อมนำเสนอแบบบ้านดีไซน์ใหม่ปี 2569 บ้านประหยัดพลังงาน และนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ด้านฟังก์ชัน เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิต ตั้งแต่บ้านหลังแรก บ้านสำหรับครอบครัว บ้านเพื่อสุขภาพ ไปจนถึงบ้านระดับลักชัวรี
นอกจากนี้ บริษัทสมาชิกยังคงตรึงราคาสร้างบ้านในระดับเดิม เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเร่งการตัดสินใจของกลุ่มผู้บริโภคที่มีแผนสร้างบ้านในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี ขณะที่พันธมิตรสถาบันการเงินนำเสนอสินเชื่อสร้างบ้านอัตราดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมคำปรึกษาด้านการวางแผนสินเชื่อ
ภายในงานยังมีข้อเสนอพิเศษจากบริษัทรับสร้างบ้าน ทั้งส่วนลด การอัปเกรดวัสดุโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลทองคำทุกวัน รวมมูลค่า 450,000 บาท สำหรับผู้ที่จองปลูกสร้างบ้านภายในงาน
สมาคมฯ ตั้งเป้าดึงผู้เข้าชมงานมากกว่า 10,000 ราย และคาดว่าจะสร้างยอดขายรวมกว่า 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดจองสร้างบ้านภายในงานประมาณ 2,000 ล้านบาท และยอดขายต่อเนื่องภายหลังจบงานอีกประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญไปสู่เป้าหมายยอดขายรวมของบริษัทสมาชิกสมาคมฯ ในปีนี้ที่ 10,000 ล้านบาท ขณะที่ตลาดรับสร้างบ้านทั่วประเทศอาจมีมูลค่าประมาณ 210,000 ล้านบาท จากเดิมที่อยู่ประมาณ 190,000 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตประมาณ 4–5%
นายอนันต์กรกล่าวต่อไปอีกว่า อีกหนึ่งมาตรการสำคัญของสมาคมฯ คือการจัดตั้ง “กองทุนประกันผู้บริโภค” ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อยกระดับความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ที่กำลังตัดสินใจสร้างบ้าน ภายใต้แนวคิด “สร้างบ้านแล้วต้องได้บ้าน” โดยผู้บริโภคที่จองสร้างบ้านและลงนามในสัญญากับบริษัทสมาชิกสมาคมฯ จะได้รับสิทธิ์ความคุ้มครองตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกองทุน
กรณีเกิดเหตุสุดวิสัยอันเนื่องมาจากความผิดพลาดของบริษัทสมาชิก จนไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จ และผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการสมาคมฯ ผู้บริโภคจะได้รับเงินเยียวยาภายใน 30 วัน ตามมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อ 1 บริษัทสมาชิก
สำหรับเงื่อนไขเบื้องต้น ผู้บริโภคต้องเซ็นสัญญากับบริษัทสมาชิกสมาคมฯ และสัญญาต้องอยู่ในช่วงวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ถึง 31 กรกฎาคม 2571 ตามข้อมูลที่ระบุในเอกสารโครงการ โดยเป็นช่วงนำร่องของกองทุน ซึ่งจะมีการประเมินผลและปรับปรุงข้อบกพร่องหลังดำเนินงาน เพื่อพิจารณาแนวทางต่อยอดในอนาคต
สำหรับในด้านมาตรการภาครัฐ สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านได้ยื่นข้อเสนอขอให้รัฐบาลต่ออายุมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการสร้างบ้าน ล้านละ 10,000 บาท และขยายเพดานวงเงินลดหย่อนจากเดิม 100,000 บาท เป็น 500,000 บาท โดยได้ยื่นเรื่องต่อกระทรวงการคลังแล้วประมาณ 2 เดือนก่อนหน้านี้ และอยู่ระหว่างรอการพิจารณา โดยสมาคมมองว่า การต่ออายุมาตรการลดหย่อนภาษีและการขยายเพดานวงเงิน จะเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการสนับสนุนการตัดสินใจสร้างบ้านของผู้บริโภค และช่วยเพิ่มแรงส่งให้ตลาดรับสร้างบ้านในช่วงที่เหลือของปี 2569





