>>>ภาพรวมเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงในไตรมาส 2 ปี 0u2569 โดยอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ลดลงมาอยู่ที่ 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) จากระดับ 2.8% ในไตรมาสแรก และหดตัว 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) หลังปรับผลกระทบจากปัจจัยฤดูกาล สาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของการบริโภคภาคเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐ
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังคงมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโดยรวมไว้ใกล้เคียงกับการประเมินก่อนหน้าในการประชุมเดือนสิงหาคม หลังจากที่ได้ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2569 เป็น 2.3% ในเดือนมิถุนายน โดยระบุว่า ภาคการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นกว่าภาคเศรษฐกิจอื่น อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวยังส่งผลเชื่อมโยงไปสู่เศรษฐกิจภายในประเทศในวงจำกัด
การเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังคงมีความแตกต่างกันระหว่างภาคเศรษฐกิจ โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้น 18.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในช่วง 8 เดือนแรกของปี ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับลดลง 3.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ณ ช่วงต้นเดือนตุลาคม และภาคครัวเรือนยังคงระมัดระวังการใช้จ่ายท่ามกลางค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง
ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.82% ในเดือนกันยายน จากราคาพลังงานและอาหารที่สูงขึ้น โดยยังคงอยู่ภายในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 1–3% ทั้งนี้ ธนาคารกลางคาดว่าอัตราเงินเฟ้อในปี 2569 และ 2570 จะอยู่ในระดับต่ำกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า
ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจปรับตัวลดลงในเดือนกันยายน 2569 โดยดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ (Business Sentiment Index: BSI) ลดลงจาก 49.8 มาอยู่ที่ 48.1 ซึ่งเป็นการปรับลดลงในเกือบทุกภาคธุรกิจ ปัจจัยสำคัญมาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรงขึ้นและส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิงปรับสูงขึ้น ขณะที่ผลกระตุ้นจากมาตรการภาครัฐเริ่มลดลง ประกอบกับผลกระทบจากภัยแล้งและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อภาคการผลิต
อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่คาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า (3-Month Expected BSI) ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 50.8 ซึ่งสูงกว่าระดับ 50 ที่เป็นเกณฑ์แบ่งระหว่างภาวะความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นและแย่ลง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) และการขยายระยะเวลาโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (Thais Help Thais Plus)
>>>อุปทาน
อุปทานพื้นที่สำนักงานรวมในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้น 0.8% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) มาอยู่ที่ 6.82 ล้านตารางเมตร ในไตรมาส 3 ปี 2569 หลังจากอาคาร AIA Connect ซึ่งมีพื้นที่สำนักงานรวม 53,500 ตารางเมตร ก่อสร้างแล้วเสร็จ โดยไม่มีอาคารสำนักงานใดถูกถอนออกจากตลาดในไตรมาสนี้
เนื่องจาก AIA Connect เป็นอาคารสำนักงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม (Green-Certified Building) จึงส่งผลให้อุปทานพื้นที่สำนักงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น 1.8% จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 3.03 ล้านตารางเมตร หรือคิดเป็นสัดส่วน 44% ของอุปทานพื้นที่สำนักงานทั้งหมดในกรุงเทพฯ
>>>อุปทานในอนาคต
อุปทานพื้นที่สำนักงานที่คาดว่าจะเข้าสู่ตลาดในอนาคตจนถึงปี 2574 (Supply Pipeline) ปรับลดลงเหลือประมาณ 530,000 ตารางเมตร โดยในจำนวนนี้ประมาณ 54% เป็นโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง
สำหรับไตรมาส 4 ปี 2569 ยังคงมีพื้นที่สำนักงานใหม่ที่มีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณ 119,000 ตารางเมตร ประกอบด้วยโครงการ One Bangkok Tower 2 และ Summit Tower ขณะที่โครงการ Boonmitr Silom และ Project O ได้เลื่อนกำหนดการแล้วเสร็จออกไปเป็นปีถัด ๆ ไป
หลังจากปี 2569 เป็นต้นไป คาดว่าจะมีอาคารสำนักงานใหม่ทยอยก่อสร้างแล้วเสร็จเฉลี่ยประมาณ 82,000 ตารางเมตรต่อปี จนถึงปี 2574 ซึ่งเป็นปริมาณที่ต่ำกว่าอุปทานใหม่ที่เข้าสู่ตลาดในปี 2569 อย่างมีนัยสำคัญ
>>>อุปสงค์
กิจกรรมการเช่าพื้นที่สำนักงานในกรุงเทพฯ ยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งในไตรมาส 3 ปี 2569 โดยปริมาณการเช่าพื้นที่รวม (Take-up) อยู่ที่ประมาณ 109,000 ตารางเมตร ขณะที่พื้นที่สำนักงานที่ผู้เช่าย้ายออก (Space Vacated) ทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 59,000 ตารางเมตร ส่งผลให้การดูดซับพื้นที่สุทธิ (Net Absorption) อยู่ที่ประมาณ 51,000 ตารางเมตร ลดลงจากประมาณ 69,000 ตารางเมตรในไตรมาส 2
อย่างไรก็ตาม ความต้องการเช่าพื้นที่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในอาคารสำนักงานบางกลุ่ม โดยเฉพาะอาคารที่เพิ่งก่อสร้างแล้วเสร็จ ได้แก่ BTS Visionary Park, Cloud 11, One Origin และ AIA Connect ซึ่งเพิ่งเปิดใช้งานในไตรมาสนี้ อาคารเหล่านี้มีพื้นที่สำนักงานที่มีผู้เช่าเพิ่มขึ้นรวมประมาณ 66,000 ตารางเมตร ขณะที่อาคารสำนักงานส่วนที่เหลือของตลาดกลับมีพื้นที่เช่าสุทธิลดลงประมาณ 16,000 ตารางเมตร
เมื่อพิจารณาตามทำเล พบว่า อาคารสำนักงานในพื้นที่นอกย่านศูนย์กลางธุรกิจ (Non-CBD) มีการดูดซับพื้นที่สุทธิประมาณ 49,000 ตารางเมตร ขณะที่พื้นที่ย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) มีการดูดซับพื้นที่สุทธิเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยที่ประมาณ 2,000 ตารางเมตร
อาคารสำนักงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม (Green-Certified Buildings) ยังคงเป็นกลุ่มหลักที่ขับเคลื่อนความต้องการเช่าพื้นที่ โดยมีการดูดซับพื้นที่สุทธิประมาณ 66,000 ตารางเมตร ขณะที่อาคารสำนักงานที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม (Non-Green Buildings) มีการดูดซับพื้นที่สุทธิติดลบประมาณ 15,000 ตารางเมตร ซึ่งเป็นการหดตัวติดต่อกันเป็นไตรมาสที่สอง
แนวโน้มดังกล่าวยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของความต้องการผู้เช่าที่มุ่งไปสู่อาคารสำนักงานที่มีความทันสมัยและได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
>>>ภาวะตลาดจำแนกตามระดับอาคารสำนักงาน
จากความต้องการเช่าพื้นที่ที่เติบโตในระดับสอดคล้องกับอุปทานใหม่ที่เข้าสู่ตลาด ส่งผลให้อัตราการเช่าพื้นที่รวม (Occupancy Rate) ของตลาดสำนักงานกรุงเทพฯ ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) มาอยู่ที่ 76.4% โดยเมื่อจำแนกตามระดับอาคารสำนักงาน พบว่า
- อาคารสำนักงานเกรด A: อัตราการเช่าพื้นที่เพิ่มขึ้น 1.6 จุดเปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 79%
- อาคารสำนักงานเกรด B: อัตราการเช่าพื้นที่ลดลง 0.6 จุดเปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 73%
- อาคารสำนักงานเกรด C: อัตราการเช่าพื้นที่เพิ่มขึ้น 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 80%
ด้านค่าเช่าเสนอเฉลี่ย (Average Asking Rent) ของตลาดสำนักงานกรุงเทพฯ ยังคงทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 858 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ขณะที่อาคารสำนักงานทุกระดับมีการปรับเพิ่มค่าเช่าเล็กน้อย โดยมีรายละเอียดดังนี้
- อาคารสำนักงานเกรด A: ค่าเช่าเสนอเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.3% จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 1,271 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน
- อาคารสำนักงานเกรด B: ค่าเช่าเสนอเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.7% จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 869 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน
- อาคารสำนักงานเกรด C: ค่าเช่าเสนอเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.1% จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 545 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน
สภาวะด้านราคายังคงเอื้อประโยชน์ต่อผู้เช่า เนื่องจากตลาดยังมีพื้นที่สำนักงานว่างอยู่ในระดับสูง และยังมีอาคารสำนักงานใหม่ที่มีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จในไตรมาส 4 ส่งผลให้เจ้าของอาคารยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาและเพิ่มอัตราการเช่าพื้นที่มากกว่าการผลักดันให้ค่าเช่าปรับสูงขึ้น โดยความยืดหยุ่นในการเสนอสิทธิประโยชน์และเงื่อนไขจูงใจในการเช่า รวมถึงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตกแต่งพื้นที่สำนักงาน (Fit-out Support) ยังคงเป็นแนวทางที่พบได้ทั่วไปในการเจรจาสัญญาเช่า
>>>ภาวะตลาดจำแนกตามพื้นที่
พื้นที่ย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD)
ตลาดอาคารสำนักงานในพื้นที่ย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) มีค่าเช่าเสนอเฉลี่ยลดลง 0.4% จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 976 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ขณะที่อัตราการเช่าพื้นที่โดยรวมยังคงทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 75%
เมื่อพิจารณาแยกตามทำเล พบว่า
- เพลินจิต–ชิดลม–วิทยุ (Ploenchit–Chidlom–Wireless): ค่าเช่าเสนอเฉลี่ยลดลง 1.1% จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 1,063 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ขณะที่อัตราการเช่าพื้นที่เพิ่มขึ้น 1.1 จุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 76%
- นานา–อโศก–พร้อมพงษ์ (Nana–Asoke–Phrom Phong): ค่าเช่าเสนอเฉลี่ยทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 903 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ขณะที่อัตราการเช่าพื้นที่ลดลงเล็กน้อย 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 79%
- สีลม–สาทร–พระราม 4 (Silom–Sathorn–Rama IV): ค่าเช่าเสนอเฉลี่ยทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 1,017 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ขณะที่อัตราการเช่าพื้นที่ลดลงเล็กน้อย 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 74%
>>>พื้นที่นอกย่านศูนย์กลางธุรกิจ (Non-CBD)
ตลาดอาคารสำนักงานในพื้นที่นอกย่านศูนย์กลางธุรกิจ (Non-CBD) มีค่าเช่าเสนอเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.5% จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 699 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ขณะที่อัตราการเช่าพื้นที่เพิ่มขึ้น 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 78%
ความเคลื่อนไหวของตลาดในแต่ละทำเลย่อยของพื้นที่ Non-CBD ส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากอาคารสำนักงานที่เพิ่งก่อสร้างแล้วเสร็จ โดยอาคาร AIA Connect ซึ่งเข้าสู่ตลาดในทำเลเพชรบุรี–พระราม 9–รัชดา มีอัตราการเช่าพื้นที่เริ่มต้นที่ 30% ขณะที่การทยอยเช่าพื้นที่ในอาคาร BTS Visionary Park, One Origin และ Cloud 11 ส่งผลให้อัตราการเช่าพื้นที่ในทำเลพหลโยธิน–วิภาวดี และบางนา–ศรีนครินทร์ปรับตัวเพิ่มขึ้น
เมื่อพิจารณาแยกตามทำเล พบว่า
- เพชรบุรี–พระราม 9–รัชดา (Petchburi–Rama IX–Ratchada): ค่าเช่าเสนอเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.7% จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 733 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ขณะที่อัตราการเช่าพื้นที่ลดลง 3.7 จุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 78%
- พหลโยธิน–วิภาวดี (Phaholyothin–Viphavadi): ค่าเช่าเสนอเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.6% จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 724 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ขณะที่อัตราการเช่าพื้นที่เพิ่มขึ้น 5.1 จุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 80%
- บางนา–ศรีนครินทร์ (Bangna–Srinakarin): ค่าเช่าเสนอเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.3% จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 690 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ขณะที่อัตราการเช่าพื้นที่เพิ่มขึ้น 3.5 จุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 69%
>>>ภาพรวมและแนวโน้มตลาด
ตลาดอาคารสำนักงานในกรุงเทพฯ เริ่มมีเสถียรภาพในไตรมาส 3 ปี 2569 หลังจากมีอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดในปริมาณสูงเป็นประวัติการณ์ในไตรมาสก่อนหน้า โดยอัตราการเช่าพื้นที่ (Occupancy Rate) ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 76.4% ขณะที่ค่าเช่าเสนอเฉลี่ย (Average Asking Rent) ยังคงทรงตัวที่ 858 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน แม้ว่าความต้องการเช่าพื้นที่สำนักงานยังคงมีอยู่ แต่กลับกระจุกตัวอยู่ในอาคารบางกลุ่มเป็นหลัก โดยการดูดซับพื้นที่สุทธิ (Net Absorption) ส่วนใหญ่มาจากอาคารสำนักงานที่เพิ่งก่อสร้างแล้วเสร็จ ขณะที่อาคารสำนักงานส่วนที่เหลือของตลาดมีพื้นที่เช่าสุทธิลดลงประมาณ 16,000 ตารางเมตร ทั้งนี้ อัตราการเช่าพื้นที่รวมของตลาดยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปี ซึ่งอยู่ที่ 83% ประมาณ 7 จุดเปอร์เซ็นต์ โดยปัจจุบันมีพื้นที่สำนักงานว่างอยู่ในตลาดประมาณ 1.6 ล้านตารางเมตร
ผู้เช่ายังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพของอาคารสำนักงาน โดยอาคารที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม (Green-Certified Buildings) มีการดูดซับพื้นที่สุทธิประมาณ 66,000 ตารางเมตร ขณะที่อาคารที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมมีการดูดซับพื้นที่สุทธิติดลบประมาณ 15,000 ตารางเมตร ซึ่งเป็นการหดตัวติดต่อกันเป็นไตรมาสที่สอง อย่างไรก็ตาม แม้อาคารสีเขียวจะยังคงได้รับความสนใจจากผู้เช่า แต่ค่าเช่าเสนอเฉลี่ยของอาคารกลุ่มนี้กลับปรับลดลง 0.3% จากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากโครงการใหม่ ๆ ต้องแข่งขันกันเพื่อดึงดูดผู้เช่ากลุ่มเดียวกัน
ภายใต้สภาวะตลาดที่ผู้เช่ายังคงมีอำนาจต่อรองสูงกว่า เจ้าของอาคารจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ที่หลากหลายเพื่อดึงดูดและรักษาผู้เช่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการเสนออัตราค่าเช่าและสิทธิประโยชน์ที่ยืดหยุ่น การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตกแต่งพื้นที่สำนักงาน (Fit-out Contributions) ตลอดจนการปรับปรุงและยกระดับคุณภาพอาคาร โดยเฉพาะเจ้าของอาคารสำนักงานเก่าที่กำลังเผชิญแรงกดดันมากที่สุดในการปรับตำแหน่งทางการตลาด (Repositioning) เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
ในระยะต่อไป คาดว่าความต้องการเช่าพื้นที่สำนักงานจะยังคงมีลักษณะเฉพาะเจาะจงและเลือกสรรมากขึ้น (Selective Demand) เนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ประกอบกับดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจที่อยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งเป็นระดับที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่อ่อนตัว ส่งผลให้ผู้เช่ามีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการควบคุมต้นทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเลือกที่จะย้ายสำนักงานหรือควบรวมพื้นที่สำนักงาน (Relocation and Consolidation) ไปสู่อาคารที่มีคุณภาพสูงกว่า มากกว่าการขยายพื้นที่เช่าเพิ่มเติม นอกจากนี้ ผู้เช่ารายใหญ่หลายรายในตลาดได้ดำเนินการย้ายเข้าสู่อาคารสำนักงานแห่งใหม่เสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งอาจส่งผลให้ความต้องการเช่าพื้นที่ขนาดใหญ่ชะลอตัวลงในระยะสั้น
แรงกดดันจากอุปทานใหม่ยังคงมีอยู่ในระยะสั้น โดยคาดว่าจะมีพื้นที่สำนักงานใหม่ประมาณ 119,000 ตารางเมตร ก่อสร้างแล้วเสร็จในไตรมาส 4 ปี 2569 ซึ่งรวมถึงโครงการ One Bangkok Tower 2 และ Summit Tower ส่งผลให้อัตราการเช่าพื้นที่รวมของตลาดมีแนวโน้มปรับลดลงในช่วงปลายปี ขณะเดียวกัน ตลาดยังมีพื้นที่สำนักงานว่างสะสมอีกจำนวนมากที่ต้องรอการดูดซับ ส่งผลให้คาดว่าตลาดสำนักงานกรุงเทพฯ จะยังคงเป็นตลาดที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้เช่า (Tenant-Favorable Market) ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570
อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นปริมาณอาคารสำนักงานใหม่ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จจะปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2570 คาดว่าจะมีอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดประมาณ 50,000 ตารางเมตร และในปี 2571 ยังไม่มีโครงการสำนักงานใหม่ที่มีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จตามแผนในปัจจุบัน การชะลอตัวของอุปทานใหม่ดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้ตลาดทยอยดูดซับพื้นที่สำนักงานว่างที่มีอยู่ และคาดว่าอัตราการเช่าพื้นที่จะค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นหลังปี 2570 เป็นต้นไป
นายปัญญา เจนกิจวัฒนาเลิศ หุ้นส่วนและกรรมการบริหาร หัวหน้าฝ่ายพื้นที่สำนักงาน บริษัท ไนท์ แฟรงค์ ประเทศไทย กล่าวว่า “ตลาดอาคารสำนักงานในกรุงเทพฯ เริ่มส่งสัญญาณทรงตัว หลังจากมีอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การที่ตลาดเริ่มมีเสถียรภาพไม่ได้หมายความว่าตลาดเข้าสู่การฟื้นตัวอย่างเต็มรูปแบบแล้ว แม้กิจกรรมการเช่าพื้นที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง แต่ความต้องการส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในอาคารสำนักงานที่เพิ่งก่อสร้างแล้วเสร็จ ขณะที่อาคารเดิมยังคงเผชิญแรงกดดันด้านการแข่งขัน
ในระยะข้างหน้า การชะลอตัวของอุปทานใหม่ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไปจะช่วยบรรเทาแรงกดดันของตลาดได้ในระดับหนึ่ง แต่ด้วยพื้นที่สำนักงานว่างสะสมที่ยังมีอยู่ประมาณ 1.6 ล้านตารางเมตร การฟื้นตัวของตลาดจึงยังต้องใช้เวลา ความท้าทายสำคัญในระยะต่อไปไม่ใช่เพียงปริมาณอุปทานใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาด แต่เป็นความสามารถในการดึงดูดและรักษาผู้เช่าในพื้นที่สำนักงานที่มีอยู่ เจ้าของอาคารจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับความสามารถในการแข่งขัน การบริหารต้นทุน และการนำเสนอเงื่อนไขการเช่าที่ยืดหยุ่น มากกว่าการรอให้อุปทานใหม่ลดลงเพื่อให้ตลาดกลับเข้าสู่สมดุล”



