“บมจ.เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้” กางแผนพลิกฟื้นบริษัทแบบยั่งยืน หลังกลับเข้ามาซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ได้อีกครั้งเมื่อ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา เผยเร่งขายสินค้าเดิมในมือ และรุกพัฒนาโครงการระดับพรีเมียมกับพันธมิตรทางธุรกิจที่มีที่ดินในทำเลงาม พร้อมเพิ่ม Product line อาคารพาณิชย์ และรุกธุรกิจรีโนเวทที่พักอาศัย หวังก้าวสู่บริษัทผุ้พัฒนาอสังหาฯ ขนาดกลางใน 3-5 ปี

นายสันติ  ปิยะทัต กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ “KC” เปิดเผยว่า บริษัทได้ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบมาเป็นเวลา 40 ปีแล้ว โดยนายสันติได้เริ่มเข้ามาบริหารงานและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นภายในบริษัทในปี 2561 จนกระทั่งปัญหาต่างๆ คลี่คลายและบริษัทได้กลับเข้ามาซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ได้อีกครั้งในวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ในหมวดกลุ่มอสังหาฯ และก่อสร้าง โดยได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี ซึ่งปัจจุบันบริษัทอยู่ในสถานะปลอดภาระหนี้ และมีกระแสเงินสดเพียงพอต่อการรองรับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ได้ในปีนี้

ทั้งนี้ ในปี 2565 แผนการดำเนินงานของบริษัทคือการบริหารการขายโครงการบ้านแนวราบระดับราคา 5-15 ล้านบาท ที่บริษัททำการพัฒนาแล้วบนที่ดินที่บริษัทมีอยู่เดิม 5 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้มียอดขายรอรับรู้รายได้แล้ว 106 ล้านบาท เพื่อเป็นการเพิ่มกระแสเงินสดของบริษัท รวมทั้งการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจซึ่งมีที่ดินในทำเลที่เหมาะสม อาทิ ย่านเสนานิคม และพระราม2 เพื่อพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์แนวราบระดับพรีเมียม ราคา 20-50 ล้านบาท เจาะกลุ่มลูกค้านักธุรกิจ เพื่อเร่งสร้างการเติบโตทางด้านรายได้ให้แก่บริษัท โดยทางบริษัทจะเข้าไปดูแลเรื่องการก่อสร้างและบริหารงานขายบนที่ดินของพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งขณะนี้มีพันธมิตรทางธุรกิจที่เข้าร่วมเจรจาแล้ว 3-4 ราย ซึ่งจะสามารถพัฒนาโครงการได้ 3-4 โครงการ มูลค่ารวม 5,000-6,000 ล้านบาท ซึ่งจะนำร่องพัฒนาโครงการแรกในช่วงปลายปีนี้ นอกจากนั้น ในปีนี้บริษัทยังได้มีการเพิ่ม Product line ใหม่ ในส่วนที่เป็นเชิงพาณิชย์ ได้แก่ อาคารพาณิชย์ โครงการ เค.ซี.สุวินทวงศ์ 2 เพื่อเติมเต็มหมวดหมู่ของสินค้าให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น รวมทั้งการรุกธุรกิจใหม่ ด้านงานซ่อมแซม ตกแต่ง ต่อเติม ฯลฯ ภายใต้ บริษัท โมเดิรน์ สตรีท จากัด บริษัทในเครือ KC โดยวางโรดแมพนำพา KC สู่บริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดกลางภายใน 3-5 ปี

ด้าน ดร.พรภัทร์ รอดโพธิ์ทอง บุญถนอม รองกรรมการผู้จัดการ สายงานสนับสนุนการปฏิบัติการ บริษัท เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการขยายตลาดของ KC ว่า ตลาดอสังหาฯ ในต่างจังหวัดยังมีความน่าสนใจ เพราะผู้คนในต่างจังหวัดก็มีความต้องการที่อยู่อาศัยในรูปแบบของโครงการจัดสรรมากขึ้น โดยเฉพาะจังหวัดที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดี หรือมีโครงการขนาดใหญ่ที่รัฐเข้ามาลงทุน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวังคือนโยบายของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยให้กับกลุ่มลูกค้าในต่างจังหวัด ที่จะมีเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดไม่แพ้ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่กำลังซื้อของลูกค้าส่วนใหญ่จะต่ำกว่า ดังนั้นการวางแผนโครงการ หรือการเลือก Product จึงต้องวิเคราะห์อย่างรอบคอบ

 “สำหรับตลาดอสังหาฯ ในปี 2565 เรามีการพูดถึงกันไปพอสมควรแล้ว ทั้งในแง่บวก เช่น การฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 ส่วนปัจจัยลบหลักๆ ก็คือสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์กันไว้ ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และต้นทุนอื่นๆ ปรับตัวสูงขึ้นตาม รวมไปถึงการขาดแคลนวัตถุดิบในบางตัว ส่งผลให้ราคาอสังหาฯ ต้องปรับตัวสูงขึ้นตาม ขณะที่กำลังซื้อก็ยังไม่ฟื้นตัวดี เป็นโจทย์ที่ผู้พัฒนาอสังหาฯ ทุกเจ้าต้องแก้กันต่อไป สำหรับเรื่องภาษีที่ดิน ที่กลับมาคิดเต็มจำนวนเหมือนเดิม หรือภาษีลาภลอย ที่หากมีการนำมาใช้จริงก็คงจะเป็นการทำให้ต้นทุนที่ดินสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาขายที่ต้องปรับตัวตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตามเราพยายามบริหารต้นทุนในส่วนอื่นๆ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักในการดำเนินงานของ KC อยู่แล้ว” นายสันติ กล่าวสรุป

ทั้งนี้ ในส่วนของผลประกอบการของบริษัท เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ในปี 2564 บริษัททำยอดขายได้ 360 ล้านบาท และมีรายได้ 127 ล้านบาท ส่วนในปี 2565 บริษัทได้ตั้งเป้ายอดขายเติบโต 2-3 เท่า ขณะที่ตั้งเป้ารายได้เอาไว้ที่ 300 ล้านบาท