SC ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 ประกาศกวาดรายได้รวม 5 ปี 150,000 ล้านบาท กางแผนปี 67 ทุ่มงบลงทุนกว่า 25,000 ล้านบาท ลุยธุรกิจหลากหลายทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายและธุรกิจสร้างรายได้ประจำสม่ำเสมอ ตั้งเป้าปั้นยอดขายนิวไฮ 28,000 ล้านบาท

นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC กล่าวว่า ปีนี้บริษัทกำลังจะก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 โดยในปี 2566 สามารถทำยอดขายนิวไฮต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ที่ 27,495 ล้านบาท เติบโตขึ้น 14% จากปี 2565 และสำหรับการก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 (พ.ศ.2567-2576) เป็นทศวรรษแห่งการปรับตัวให้เข้ากับบริบทรอบข้างเพื่อความอยู่รอดแบบยั่งยืน

นายณัฐพงศ์ กล่าวอีกว่า สำหรับทิศทางธุรกิจ 5 ปีนับจากนี้ (2567-2571) บริษัทตั้งเป้าสร้างรายได้รวมจากหลากหลายธุรกิจมากกว่า 150,000 ล้านบาท ผ่านลงทุนอย่างเหมาะสม เพื่อการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยรักษาอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนทุน D/E น้อยกว่า 1.5 และมีส่วนผสมกำไร จากธุรกิจที่หลากหลาย โดยมีกำไรจากธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำสม่ำเสมอ (engine 2) มากกว่า 25% ของรายได้รวม จากปัจจุบันที่มีกำไรจากธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำในสัดส่วน 5%

สำหรับเป้าหมายและแผนธุรกิจ ปี 2567 นายณัฐพงศ์ กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้ายอดขายนิวไฮ 28,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากโครงการแนวราบ 65% และแนวสูง 35% เป้าหมายรายได้รวม 26,500 ล้านบาท จากธุรกิจที่หลากหลาย ทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายแนวราบ-แนวสูง (engine 1) และธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำสม่ำเสมอ (engine 2) โดยตั้งงบลงทุนเอาไว้ 25,000 ล้านบาท ทั้งธุรกิจ ที่อยู่อาศัย คลังสินค้า โรงแรม อาคารสำนักงาน โดยปัจจุบัน บริษัทมีจำนวนโครงการรวมทุกธุรกิจมากถึง 103 โครงการ

ทั้งนี้ ในส่วนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย (engine 1) ในปี2567 SC มีแผนเปิดโครงการใหม่ 17 โครงการ มูลค่ารวม 30,000 ล้านบาท เป็นโครงการแนวราบ 15 โครงการ มูลค่า 25,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 2 โครงการ มูลค่า 5,000 ล้านบาท ส่งผลให้ในปี 2567 SC จะมีโครงการเพื่อขายทั้งสิ้น 86 โครงการ มูลค่ารวม 91,000 ล้านบาท

สำหรับ ธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำสม่ำเสมอ (Engine 2) ของ SC  มีจำนวนทั้งสิ้น 17 โครงการ จาก 4 ธุรกิจ เป็นอาคารสำนักงานให้เช่า มีพื้นที่เช่ารวม120,000 ตร.ม. จากอาคารสำนักงาน 6 อาคาร, โรงแรม  มีจำนวนห้องพักรวม 545 keys จากโรงแรม 3 โครงการ เปิดแล้วที่ YANH ราชวัตร 78 keys และกำลังจะเปิดปลายปีนี้ Kromo (ครอโม) ทำเลสุขุมวิท 29 บริหารโดย Curio Collection by Hilton 306 keys และเปิดต้นปีหน้า ทำเลพัทยา 161 keys, คลังสินค้า ซึ่งมีพื้นที่เช่ารวม 160,000 ตร.ม. จากคลังสินค้ารวม 4 โครงการ ดำเนินการแล้วที่ทำเลนครสววรค์ 16,000 ตร.ม. กำลังจะเปิดในปีนี้และปีหน้าอีก 144,000 ตร.ม. ใน 3 ทำเล บางนา กม.20, บางนา กม.22 และ แหลมฉบัง และยังมีการร่วมลงทุนกับสตอเรจ เอเชีย บุกตลาด Self Storage ภายใต้แบรนด์ i-Store และอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีห้องพักรวม 78 ห้อง ใน 4 ทำเล  ใจกลางเมืองบอสตัน โดยในปี 2567 บริษัทจะมีการร่วมทุนกับพันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่นเพื่อลงทุนพัฒนาโครงการในธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำสม่ำเสมอ 2 โครงการด้วย

ในขณะที่ปี 2567 บริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) 15,000 ล้านบาท จากโครงการแนวราบ 40% ซึ่งจะรับรู้รายได้ในครึ่งปีแรกของปี 2567 นี้ และจากโครงการคอนโดมิเนียม 60% ซึ่งในปีนี้จะมีการโอนกรรมสิทธิ์ 2 โครงการ คือ Reference สาทร-วงเวียนใหญ่ มูลค่าโครงการ 4,000 ล้านบาท และ Scope ทองหล่อ มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันทั้งสองโครงการมียอดขาย 60%

นายณัฐพงศ์ กล่าวถึงภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติมอีกว่า ในปี 2567 แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะมีความท้าทายจากหลายปัจจัย จากภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ต้นทุนสูง อัตราดอกเบี้ยสูง และเศรษฐกิจโตต่ำ ซึ่งจะส่งผลให้อสังหาริมทรัพย์ขายได้ช้า ประกอบกับภาวะทุนตึง จากการที่ธนาคารมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการ นักลงทุนมีความระวัง คู่ค้าละลูกค้ามีความระวังในการใช้จ่าย แต่ก็มีปัจจัยบวกมากกว่า โดยในปี 2567 ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะกลับมาเติบโตใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 โดยจะกลับมาดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งทิศทางอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลง กำลังซื้อชาวต่างชาติกลับมา ขณะที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็จะมีความสมดุลมากขึ้น เนื่องจากดีเวลล็อปเปอร์ทุกรายมีประสบการณ์จากการผ่านวิกฤตต่างๆ และหันมาให้ความสำคัญกับข้อมูลและสภาพคล่องทางการเงินมากขึ้น ทำให้ตลาดเกิดความสมดุลไม่เสี่ยงต่อภาวะฟองสบู่ ซึ่งสำหรับ SC ปีนี้เน้นการลงทุนอย่างระมัดระวังและมีความสมดุล โดยเปิดตัวโครงการน้อยกว่าปี 2566 แต่จะเน้นสร้างกำไรจากธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำสม่ำเสมอมากขึ้น และสร้างยอดขายนิวไฮต่อเนื่องเป็นปีที่ 5

สำหรับในเรื่องของหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัย หรือมาตรการ LTV นายณัฐพงศ์ กล่าวเสริมว่าอยากให้มีการพิจารณายกเลิก เนื่องจากปัจจุบันภาวะเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้หมดไปแล้ว ปัจจุบันดอกเบี้ยอยู่ในอัตราสูง และธนาคารก็ระมัดระวังตัวในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โอกาสที่จะเกิดหนี้เสียก็ลดลง และการซื้อบ้านหลังที่ 2 และ 3 ก็เป็น Real Demand ไม่ใช่การเก็งกำไร

 

#SCAsset #SCแบรนด์บ้านเดี่ยวอันดับ1 #SCtheEvolution  #No1LuxuryHome #OneSizeDoesNotFitAll