แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ชี้เศรษฐกิจซึมต่อเนื่อง ตลาดอสังหาฯ ซัพพลายทะลัก เผยปรับกลยุทธ์ลดเปิดโครงการใหม่ ปีนี้เปิด 4 โครงการ มูลค่ารวม 11,180 ล้านบาท ลดลง 64% จากปี 67 ยันมีสินค้าคงเหลือขายอยู่ในระดับที่เพียงพอเกือบแสนล้าน พร้อมทุ่มงบ 4,500 ล้าน เดินหน้าลุยธุรกิจให้เช่าต่อเนื่อง ตั้งเป้าโกยยอดขาย 23,000 ล้าน ยอดโอนกรรมสิทธิ์ 20,000 ล้าน ส่วนรายได้จากอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า ตั้งหมายเอาไว้ที่ 9,240 ล้าน  

นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพวมเศรษฐกิจไทยซึมต่อเนื่องมาหลายปี ขณะที่ความรู้สึกของผู้คนยังไม่ดีขึ้น ด้านภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็มีปัญหาต่อเนื่องมา 5-7 ปี โดยมีซัพพลายคอนโดเข้ามาในตลาดเยอะ ถึงแม้จะมีการชะลอเปิดโครงการใหม่ลงในระยะหลัง แต่ผู้ประกอบการหันมาเปิดโครงการแนวราบมากขึ้นเช่นกัน ทำให้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมามีซัพพลายโครงการแนวราบเข้าในตลาดเป็นจำนวนมาก ขณะที่อัตราการดูดซับไม่ได้มากเท่ากับซัพพลาย ประกอบกับตลาดอสังหาฯ มีปัจจัยต่างๆ มาเกี่ยวข้องค่อนข้างเยอะ การทำธุรกิจอสังหาฯ จึงยากขึ้นกว่าในอดีต โดย1-2 ปีที่ผ่านมา มีปัจจัยด้านการท่องเที่ยวมาช่วยหนุน แต่ในปีนี้คงต้องดูนโยบายของภาครัฐว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง

ทั้งนี้ มองว่า ปี 2568 เป็นปีที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องหันกลับมามองตัวเองมากขึ้น เนื่องจากความไม่แน่นอนของปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในตลาด ซึ่งสำหรับ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ได้ปรับลดการเปิดโครงการใหม่มา 2-3 ปีแล้ว จากที่เคยเปิดปีละ 15-18 โครงการ ลดลงเหลือปีละ 11-12 โครงการ และในปี 2568 จะเปิดโครงการใหม่เพียง 4 โครงการ เป็นโครงการแนวราบระดับกลาง-บน มูลค่ารวม 11,180 ล้านบาท ลดลง 64% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากยังมีสินค้าคงเหลือขายในระดับที่เพียงพอ โดยหากรวมโครงการเปิดใหม่ 4 โครงการกับโครงการที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน บริษัทจะมีจำนวนโครงการที่ดำเนินการในปี 2568 ทั้งหมด 75 โครงการ มูลค่าประมาณ 93,000 ล้านบาทบาท โดยเป็นสินค้าแนวราบ 69 โครงการ มูลค่าประมาณ 79,500 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 6 โครงการ มูลค่ากว่า 13,500 ล้านบาท ขณะที่ยังมีแลนด์แบงค์รอการพัฒนามูลค่ากว่า 13,000 ล้านบาท

ด้านนายอาชวิณ อัศวโภคิน รองกรรมการผู้จัดการและผู้บริหารสูงสุดด้านการเงิน บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าและบริการของแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ว่า ปัจจุบัน บริษัทมีโครงการที่พัฒนาและอยู่ภายใต้การบริหารของบริษัทฯ ทั้งหมด 18 แห่ง ประกอบด้วยโรงแรม Grande Centre Point ที่เปิดดำเนินการ แล้ว 7 แห่ง (ขายเข้ากองทรัสต์ 6 แห่ง) และอยู่ระหว่างก่อสร้าง 3 แห่ง ศูนย์การค้า Terminal 21 3 แห่ง (ขายเข้ากองทรัสต์ 2 แห่ง) รวมถึง อะพาร์ตเมนต์และโรงแรมในสหรัฐอเมริกาอีก 5 แห่ง ซึ่งในปีที่ผ่านมา ธุรกิจดังกล่าวมีการเติบโตได้ดีกว่าแผนที่วางไว้ โดยคาดว่ารายได้ทั้งปีจะเติบโตประมาณ 16% จากปี 2566 สาเหตุมาจากธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย ดำเนินการได้เต็มปีในปี 2567 และการเข้าซื้อโรงแรม Residence Inn Manhattan Beach เมื่อเดือนมีนาคม 2567 ทำให้รายได้จากกิจการโรงแรมในสหรัฐอเมริกาเติบโตกว่าเท่าตัวจากปีก่อน ซึ่งในปี 2567 บริษัทฯ มีการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่าและบริการเป็นมูลค่า 5,800 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในปี 2568 บริษัทได้เตรียมงบลงทุนไว้ทั้งหมดประมาณ 8,500 ล้านบาท ประกอบด้วยงบสำหรับการซื้อที่ดินเพื่อการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย 4,000 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าธุรกิจให้เช่าอย่างต่อเนื่อง ด้วยงบลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่า 4,500 ล้านบาท และในปีนี้จะมีการเปิดตัว Grande Centre Point Lumphini โครงการ Mixed Use ประกอบด้วยพื้นที่สำนักงาน 12,700 ตร.ม. และโรงแรม 512 ห้อง พร้อมทั้งพื้นที่จัดเลี้ยงที่มากที่สุดในเครือโรงแรม Grande Centre Point  รวมทั้ง Grande Centre Point Ratchadamri2 ในปีหน้า และ Grande Centre Point Pattaya3 ในปีถัดไป

นอกจากนี้บริษัทฯ คาดว่าจะปรับพอร์ตการลงทุนในสหรัฐอเมริกา โดยลดสัดส่วนของอะพาร์ตเมนต์ลงตามสถานการณ์หลังการแพร่ระบาด COVID-19 ที่ส่วนใหญ่ยังคงรูปแบบการทำงานแบบ Work From Home อยู่ และบริษัทฯ จะหันมาเน้นการดำเนินธุรกิจโรงแรมเป็นหลัก

ทั้งนี้ ในปี 2568 บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายเอาไว้ที่ 23,000 ล้านบาท ยอดโอนกรรมสิทธิ์ 20,000 ล้านบาท ส่วนรายได้จากอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า ตั้งหมายเอาไว้ที่ 9,240 ล้านบาท