i-Store Self Storage ชี้ธุรกิจบริการให้เช่าห้องเก็บของในไทยยังมีโอกาสเติบโตสูง กางแผนธุรกิจ 5 ปี เล็งขยายสาขาเพิ่มเป็น 20 แห่ง พื้นที่รวม 30,000 ตร.ม.พร้อมบุกตลาดติดตั้งและจำหน่ายตู้จัดเก็บของในพื้นที่โครงการคอนโดมิเนียม ตั้งเป้า 5 ปี 200 จุด พร้อมรุกตลาดต่างประเทศ เตรียมผุดธุรกิจในเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

นายภักดี อนิวรรตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตอเรจ เอเชีย จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจบริการให้เช่าห้องเก็บของหรือทรัพย์สินส่วนตัว (Self-Storage) ภายใต้เครื่องหมายการค้าแบรนด์ i-Store เปิดเผยว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจ Self-Storage  มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยในยุโรปเติบโตขึ้นถึง 70% ส่วนในทวีปเอเชียธุรกิจดังกล่าวก็ยังมีโอกาสขยายตัว ซึ่งสำหรับประเทศไทย ปัจจุบันมีพื้นที่ให้บริการ 30,000 ตร.ม. และยังมีโอกาสเติบสูงเช่นกัน ด้วยพฤติกรรมการเลือกที่พักอาศัยในเขตเมืองและมีแนวโน้มของพื้นที่อยู่อาศัยลดลง ประกอบกับตลาดธุรกิจออนไลน์ ส่งผลให้เกิดความต้องการพื้นที่การจัดเก็บสินค้าของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น

สำหรับ บริษัท สตอเรจ เอเชีย จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันมีการให้บริการ Self-Storage ภายใต้เครื่องหมายการค้าแบรนด์ i-Store ทั้งหมด 4 สาขา ได้แก่ สาขาสีลม อัตราการเช่า 98%, สาขาสุขุมวิท 24 อัตราการเช่า 93%, สาขาสุขุมวิท 71 อัตราการเช่า 57% และสาขาแห่งใหม่ สาทรวัน เปิดให้บริการเมื่อเดือนเมษายน 2566 อัตราการเช่า 6% และมีแผนเปิดสาขาใหม่อีก 2 แห่ง ในช่วงครึ่งปีหลัง 2566 ได้แก่ สาขาอุดมสุข และสาขาอ่อนนุช เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์และความต้องการพื้นที่จัดเก็บสินค้าของคนเมืองที่มีแนวโน้มการอยู่อาศัยของประชากรอย่างหนาแน่น โดยมีจำนวนอสังหาฯ แนวสูงในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของบริษัทประมาณ 150 โครงการ และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยจุดเด่นด้านพื้นที่ให้บริการตั้งอยู่ในย่านเขตเศรษฐกิจใจกลางเมือง (Central Business District หรือ CBD) ที่มีความต้องการพื้นที่เก็บสินค้าทั้งสำนักงานและที่อยู่อาศัยในละแวกสีลมและสาทร โดยในปี 2566 บริษัทคาดว่าจะมีรายได้ 80-100 ล้านบาท เติบโตขึ้น 150-200% จากปี 2565

ทั้งนี้ ภายใน 5 ปี (2566-2570) บริษัทตั้งเป้าขยายสาขาเพิ่มเป็น 20 สาขา ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ รวมพื้นที่ห้องเก็บของ 30,000 ตร.ม. โดยแบ่งเป็นสัดส่วนเป็นสาขาในกรุงเทพฯ 90% และต่างจังหวัด 10% ในพื้นที่พัทยา จ.ชลบุรี และจ.ภูเก็ต นอกจากนั้นในอีก 2 ปี นับจากปี 2566 บริษัทยังมีแผนที่จะขยายสาขาออกไปยังต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

นอกเหนือจากธุรกิจให้บริการ Self-Storage ที่มีสัดส่วนรายได้ 67.21% บริษัทยังมีการเพิ่มบริการอื่นๆ อาทิ i-Store Go Door to Door Storage บริการรับฝากสิ่งของส่วนตัวถึงบ้านผ่านระบบการจัดการแบบออนไลน์ โดยให้บริการทั้งการขนย้าย การบรรจุ( Packing) และจัดเก็บรักษาสิ่งของให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน พร้อมนำส่งคืนให้กับลูกค้าที่สามารถดำเนินการด้วยตนเอง ธุรกิจออกแบบและติดตั้ง (Self-Storage Design & Construction)  การรับจ้างบริหารจัดการพื้นที่ (Storage Management) และการติดตั้งและจำหน่ายตู้จัดเก็บของ ภายใต้แบรนด์ i-Store ในพื้นที่โครงการคอนโดมิเนียมหรือนิติบุคคลอาคารชุด (License Unmanned Storage) ซึ่งภายในปีนี้คาดว่าจะเปิดให้บริการในพื้นที่คอนโดมิเนียม 20 แห่ง และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 100 แห่ง ภายใน 3 ปี และ 200 แห่งภายใน 5 ปี โดยมุ่งเจาะกลุ่มคอนโดฯ เซกเมนต์กลาง-บน ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่กลุ่มผู้อยู่อาศัยมีความต้องการใช้บริการพื้นที่เก็บของสูง

นายภักดี ยังกล่าวอีกว่า สำหรับธุรกิจให้บริการ Self-Storage ในประเทศไทยมีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นบุคคลทั่วไป ในสัดส่วน 60% ขณะที่เป็นลูกค้ากลุ่มธุรกิจ 40% ซึ่งสำหรับ i-Store กลุ่มลูกค้าหลักอยู่ในระดับกลาง-บน โดยเป็นบุคคลทั่วไปในสัดส่วน 87% เป็นลูกค้ากลุ่มธุรกิจ 13%  และเป็นชาวต่างชาติในสัดส่วน 59% คนไทย 41% ซึ่งมีลูกค้าที่ใช้ระยะเวลาในการเช่าห้องเก็บของนานเกิน 6 เดือนถึง 50%

นายภักดี กล่าวต่อไปว่า บริษัทยังมุ่งเน้นความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ อาทิ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) อีกทั้งบริษัทเป็นผู้ให้บริการ Self-Storage แห่งแรกที่กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trust : REIT) โดยบริษัท ดับบลิวเอชเอ เรียล เอสเตท แมเนจเม้นท์ จำกัด เข้าร่วมลงทุน และ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทยผ่าน “กองทุนร่วมลงทุนในกิจการ SMEs” ตอกย้ำศักยภาพการบริหารธุรกิจที่มีคุณภาพ ผ่านการขยายพื้นที่บริการให้ครอบคลุม และ เพิ่มบริการใหม่ให้ครบครันทุกความต้องการของกลุ่มลูกค้า

“อุตสาหกรรม Self-Storage ในประเทศไทยยังมีโอกาสขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงที่ผ่านมามีจำนวนธุรกิจให้เช่าพื้นที่เปิดให้บริการเพียง 32 แห่งทั่วประเทศ หรือเทียบเท่าประชากรทั้งประเทศเพียง 1% เท่านั้น บริษัทจึงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจผ่านการเพิ่มสาขาการให้บริการให้ครอบคลุม ควบคู่ไปกับการสร้างบริการที่สะดวกสบาย มีคุณภาพและราคาเป็นมิตร เสมือนว่า i-Store เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งในบ้านลูกค้า ตามวัตถุประสงค์ของบริษัทที่มุ่งเน้นการเพิ่มพื้นที่ใช้สอยให้กับคนที่อาศัยอยู่ในเมือง โดยสร้างการเติบโตไปพร้อมกับการขยายตัวของอสังหาฯในย่าน CBD และทำเลคุณภาพต่างๆ ส่งผลให้มีจำนวนอัตราการเช่าต่อสาขาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการมีพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง จากความมั่นใจในศักยภาพที่ดีของบริษัท คาดว่าจะสามารถสร้างการเติบโตของรายได้ตรงตามเป้าหมาย” นายภักดี กล่าวเพิ่มเติม

ทั้งนี้ บริษัทเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ โดยยื่นแบบแสดงรายการต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา สำหรับการเสนอขายหุ้นกู้ไม่มีประกันของ บริษัท สตอเรจ เอเชีย จำกัด (มหาชน) ครั้งที่ 1/2566 อายุ 2 ปี ครบกำหนดไถ่ถอนปี พ.ศ. 2568 ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ อัตราดอกเบี้ย 6.95% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน ตลอดอายุหุ้นกู้ มูลค่าหุ้นกู้รวมไม่เกิน 150 ล้านบาท เสนอขายแก่กลุ่มผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ (PP-II&HNW) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการขออนุมัติจาก ก.ล.ต. คาดว่าจะกำหนดวันจองซื้อในช่วงระหว่างวันที่ 19-21 มิถุนายน 2566 และคาดว่าสามารถออกหุ้นกู้ในวันที่ 22 มิถุนายน 2566