Knight Frank Thailand เปิดเผยรายงาน Thailand Industrial Market Overview H1 2026 ระบุว่า ภาคการผลิตไทยในช่วงต้นปี 2569 มีทิศทางปรับตัวดีขึ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์โทรคมนาคม ขณะเดียวกัน โครงสร้างการลงทุนจากต่างประเทศเริ่มมีความสมดุลมากขึ้น โดยภาคการผลิตและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานกลับมามีบทบาทมากขึ้น หลังจากการลงทุนในปี 2568 กระจุกตัวอยู่ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่

เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัว 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้นจาก 2.5% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยการลงทุนภาคเอกชนเติบโต 10.1% ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวสูงที่สุดในรอบ 14 ไตรมาส ปัจจัยหลักมาจากการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ สะท้อนว่าภาคธุรกิจยังคงเดินหน้าพัฒนาขีดความสามารถในการผลิต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก

>>>ส่งออกสินค้าเทคโนโลยีขยายตัวสูงสุดในรอบ 17 ไตรมาส

ภาคการส่งออกยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยมูลค่าการส่งออกในไตรมาสแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 17.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สู่ระดับ 95.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากอัตราการเติบโต 9.4% ในไตรมาส 4 ปี 2568 และนับเป็นการขยายตัวสูงที่สุดในรอบ 17 ไตรมาส

การเติบโตดังกล่าวได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการสินค้าเทคโนโลยีในตลาดโลก โดยการส่งออกชิ้นส่วนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้น 45.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อุปกรณ์โทรคมนาคมขยายตัว 140.1% และเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 19.6% สะท้อนถึงการเติบโตในวงกว้างของสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีที่ผลิตในประเทศไทย

รายงานยังระบุว่า สภาพแวดล้อมทางการค้าที่เอื้ออำนวยมากขึ้นมีส่วนสนับสนุนการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐอเมริกา โดยอัตราภาษีนำเข้าที่แท้จริงของสหรัฐฯ สำหรับสินค้าจากประเทศไทยลดลงมาอยู่ที่ 5.3% ภายหลังการบังคับใช้มาตรา Section 122 ส่งผลให้การส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 41.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีภายใต้มาตราดังกล่าวคิดเป็น 61.2% ของมูลค่าการนำเข้าจากประเทศไทยทั้งหมดของสหรัฐฯ และในเดือนมีนาคม 2569 การส่งออกสินค้าในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น 64.4% โดยสินค้าที่เติบโตโดดเด่น ได้แก่ หน่วยประมวลผลดิจิทัล เพิ่มขึ้น 247% อุปกรณ์โทรคมนาคม เพิ่มขึ้น 87.3% และแผงวงจรพิมพ์ หรือ PCB เพิ่มขึ้น 297.8%

>>>ภาคการผลิตและการใช้กำลังการผลิตปรับตัวดีขึ้น

การขยายตัวของการส่งออกสะท้อนผ่านกิจกรรมการผลิตในประเทศ โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม หรือ MPI ในไตรมาสแรกของปี 2569 อยู่ที่ระดับเฉลี่ย 97.4 เพิ่มขึ้นจาก 95.7 ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 0.9% ปรับตัวดีขึ้นจาก 0.4% ในไตรมาสก่อนหน้า

การฟื้นตัวเกิดขึ้นทั้งในอุตสาหกรรมที่เน้นการส่งออก อุตสาหกรรมที่พึ่งพาทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงอุตสาหกรรมที่เน้นตลาดภายในประเทศ โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมีการเติบโตอย่างชัดเจน การผลิตชิ้นส่วนและแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น 12.1% ขณะที่การผลิตคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงเพิ่มขึ้น 27.8%

ในเวลาเดียวกัน อัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจาก 57.5% ในไตรมาสก่อนหน้าเป็น 61.3% สอดคล้องกับการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ขยายตัว และการเพิ่มผลผลิตเพื่อรองรับความต้องการจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

มาร์คัส เบอร์เทนชอว์ Partner – Head of Industry Strategy & Solutions, Knight Frank Thailand กล่าวว่า “การฟื้นตัวของภาคการผลิตไทยในช่วงต้นปี 2569 ได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการสินค้าเทคโนโลยีในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์โทรคมนาคม ขณะเดียวกัน รูปแบบการลงทุนเริ่มมีความสมดุลมากขึ้น โดยภาคการผลิตและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานกลับมามีบทบาทมากขึ้น หลังจากการลงทุนในปี 2568 กระจุกตัวอยู่ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่”

>>>อิเล็กทรอนิกส์เป็นกลุ่มลงทุนหลัก มูลค่า 84,562 ล้านบาท

ในไตรมาสแรกของปี 2569 ประเทศไทยมีโครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ได้รับอนุมัติจำนวน 435 โครงการ ลดลงจาก 511 โครงการในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่าการลงทุนรวมอยู่ที่ 157,926 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจาก 162,525 ล้านบาท

รายงานระบุว่า การลดลงดังกล่าวสะท้อนถึงการกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังจากประเทศไทยได้รับเงินลงทุนไหลเข้าในระดับสูงในปี 2568 มากกว่าจะเป็นการอ่อนตัวของความเชื่อมั่นด้านการลงทุน โดยเม็ดเงินยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ตามมาด้วยดิจิทัล ยานยนต์ เครื่องจักร ระบบอัตโนมัติ โลจิสติกส์ และบริการมูลค่าสูง

อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีมูลค่าการลงทุนสูงที่สุดที่ 84,562 ล้านบาท หรือประมาณ 40% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนในแผงวงจรพิมพ์ชนิดยืดหยุ่น หรือ FPCB แผงวงจรพิมพ์ หรือ PCB และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ภาคโลจิสติกส์ยังมีบทบาทเพิ่มขึ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของการค้าและความต้องการคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าที่เชื่อมโยงกับการผลิตเพื่อการส่งออกในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์

โดยภาพรวม โครงสร้างการลงทุนในปี 2569 มีความสมดุลมากขึ้น โดยภาคการผลิตและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานกลับมามีความสำคัญมากขึ้น หลังจากปี 2568 การลงทุนกระจุกตัวอยู่ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่

>>>นักลงทุนหลักมีบทบาทในหลายส่วนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

เมื่อพิจารณาตามประเทศต้นทางของเงินลงทุน พบว่า สิงคโปร์มีสัดส่วนสูงที่สุดที่ 57% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 42% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนในโครงการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่จำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวม 45,304 ล้านบาท รวมถึงการลงทุนในอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง PCB และการผลิตที่เกี่ยวข้องกับ GPU

จีนมีสัดส่วน 12% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด หรือ 24,422 ล้านบาท โดยการลงทุนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในแผงวงจรพิมพ์ความหนาแน่นสูง หรือ HDI PCB และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่ญี่ปุ่นมีสัดส่วน 10% หรือ 20,554 ล้านบาท โดยเน้นการลงทุนในวัสดุต้นน้ำสำหรับอุตสาหกรรม PCB เช่น Copper Clad Laminate หรือ CCL, Flexible Copper Clad Laminate หรือ FCCL, Prepreg และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ประเภท Passive Components

ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การลงทุนจากต่างประเทศในช่วงต้นปี 2569 ครอบคลุมทั้งโครงการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การผลิตแผงวงจร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และวัสดุต้นน้ำที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าเทคโนโลยี

>>>พื้นที่ EEC ยังคงเป็นฐานอุตสาหกรรมหลักของประเทศ

ในด้านโครงสร้างพื้นที่อุตสาหกรรม ข้อมูลของ Knight Frank Thailand พบว่า EEC ยังคงเป็นฐานอุตสาหกรรมหลักของประเทศ โดยมีพื้นที่ที่ดินอุตสาหกรรมพร้อมสาธารณูปโภครวม 123,478 ไร่ หรือคิดเป็น 64.6% ของอุปทานทั้งหมดทั่วประเทศ ระยองมีสัดส่วนสูงที่สุดที่ 38.8% รองลงมาคือชลบุรีที่ 20.0% และฉะเชิงเทราที่ 5.7% ขณะที่การเพิ่มขึ้นของอุปทานในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยังคงกระจุกตัวอยู่ในระยองและชลบุรีเป็นหลัก

มาร์คัส กล่าวเพิ่มเติมว่า “อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการผลิตขั้นสูง ยังคงเป็นภาคส่วนสำคัญที่สนับสนุนกิจกรรมการผลิตและการลงทุนของไทย และแม้การแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนจะยังคงดำเนินต่อไป แต่ปัจจัยที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากขึ้นคือ ความสามารถของแต่ละประเทศในการรองรับการเติบโตของห่วงโซ่อุตสาหกรรมทั้งหมด มากกว่าการรองรับโรงงานเพียงแห่งเดียว การมีผู้ผลิตในหลายระดับของ Supply Chain รวมถึงความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว”