ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ระบุปี 69 ตลาดอสังหาฯ โตเล็กน้อย ท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน แต่มีสัญญาณบวกจากดอกเบี้ยขาลงและนโยบายรวมหนี้ ชี้ไทยขึ้นแท่น Global Safe Zone และ Second Home ดันดีมานด์ต่างชาติ ยอดขายแตะ 6,300 ล้านบาท จาก 68 ประเทศ เดินหน้ากลยุทธ์ “ORIGIN Portfolio Evolution 2026” กระจายพอร์ต 5 ธุรกิจ สร้างรายได้มั่นคง ลดพึ่งพารายได้จากที่อยู่อาศัย ปี 69 ตั้งเป้ายอดขายรวม 25,000 ล้านบาท รายได้ 10,000 ล้านบาท เปิดโครงการใหม่รวมมูลค่า 19,400 ล้านบาท มั่นใจถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลจากพอร์ต Recurring Income พร้อมเปิดรับพันธมิตรใหม่ เสริมการเติบโตระยะยาว
นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI กล่าวว่าบริษัทก่อตั้งเมื่อ 17 ปีที่แล้ว โดยเริ่มต้นจากการพัฒนาคอนโดมิเนียมเป็นหลัก สำหรับปัจจุบันบริษัทมีธุรกิจเพิ่มขึ้นเป็น 5 แกนหลัก เพื่อกระจายความเสี่ยง และรับมือกับโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาและรวดเร็ว
ทั้งนี้ ประเมินภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 ว่ายังเป็นปีที่เติบโตเล็กน้อย เนื่องจากยังเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เติบโตในระดับที่ต่ำ สงครามการค้า การเปลี่ยนแปลงวิกฤตการณ์ระดับโลก สร้าง Never Normal ที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้คน ซึ่งถึงแม้จะเผชิญความท้าทายแต่ก็ยังมี “สัญญาณบวก” จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและกระบวนการช่วยเหลือลูกหนี้ตามนโยบายการรวมหนี้ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการกู้และลดอัตราการปฏิเสธสินเชื่อของลูกค้าได้มากขึ้น
นายพีระพงศ์ กล่าวอีกว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นจุดหมายสำคัญของการย้ายฐานการผลิตและการย้ายถิ่นฐานของชาวต่างชาติ ในฐานะ “Global Safe Zone” และ “Second Home” เป็นปัจจัยผลักดันสู่ดีมานด์ความต้องการที่อยู่อาศัย นี่คือโอกาสสำคัญของภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งในทำเลยุทธศาสตร์ของกลุ่มบริษัททั้งในพื้นที่ Phuket Pattaya และ Bangkok CBD สามารถสร้างยอดขายจากโอกาสข้างต้น มีลูกค้าต่างชาติกว่า 6,300 ล้านบาท เติบโต 30% จากปี 2567 จากลูกค้ากว่า 68 ประเทศ อาทิ รัสเซีย จีน ไต้หวัน เมียนมาร์ และ โปแลนด์ จากเดิมที่มีลูกค้าชาวจีนเป็นหลัก โดยในช่วงก่อนโควิด บริษัทมียอดขายชาวต่างชาติสูงสุด 5,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นชาวจีน 80% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านบาท แต่ลูกค้าชาวจีนลดลงเป็นจำวนมากในช่วงวิกฤตโควิดและหลังวิกฤตก็ยังกลับมาไม่มากเท่าเดิม อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรัสเซียกลายมาเป็นลูกค้ากลุ่มหลักในสัดส่วน 20% ส่วนจีนและฮ่องกงตามมาเป็นอันดับสองที่ 13%
นอกจากนั้น กลุ่มบริษัทยังคงเน้นจุดแข็งด้านทำเลใกล้แหล่งงานและนิคมอุตสาหกรรม ผลักดันลูกค้า B2B เติบโตต่อเนื่อง ทั้งจากบริษัทต่างชาติที่ซื้อหรือเช่าที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับพนักงาน Expat ระยะยาว พร้อมเป็นการขยายโอกาสต่อเนื่องไปยังธุรกิจคลังสินค้าในเครือภายใต้ Alpha Industrial Solutions และธุรกิจโรงแรมภายใต้ Origin Hotel ที่ได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของการลงทุนและการพักอาศัยในระยะยาว ขณะเดียวกัน เทรนด์ Pet Humanization ยังผลักดันดีมานด์คอนโดเลี้ยงสัตว์ได้เติบโตต่อเนื่อง ซึ่งกลุ่มบริษัทได้เห็นโอกาสและพัฒนาโครงการรองรับดีมานด์ดังกล่าว โดยปัจจุบันกลุ่มบริษัทถือเป็นเจ้าตลาดคอนโด
เลี้ยงสัตว์ได้ มีโครงการเลี้ยงสัตว์ได้ (Pet-Friendly Condominium) แล้วกว่า 25 โครงการ
วิสัยทัศน์การกระจายธุรกิจอย่างมีกลยุทธ์ของ Origin Group เพื่อบริหารความเสี่ยงและคว้าโอกาสในโลกที่เปลี่ยนแปลง อาณาจักรธุรกิจของออริจิ้น ไม่ใช่เพียงกลุ่มธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อขายเพียงอย่างเดียว แต่เลือกดำเนินธุรกิจโดยใช้กลยุทธ์แบบ Diversify ครอบคลุมถึงธุรกิจใหม่ๆ เดินหน้าแผนธุรกิจปี 2026 วางกลยุทธ์ “ORIGIN Portfolio Evolution 2026” สร้างการเติบโตในหลากหลายธุรกิจ เพื่อสร้างความมั่นคงและพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตในทุกมิติ ผ่าน 5 กลุ่มธุรกิจหลัก
ภายใต้การพัฒนา โครงการคอนโดมิเนียมของ บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ORIGIN VERTICAL ปี 2026 มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 3 โครงการ ทำเลกรุงเทพฯ พัทยา และภูเก็ต มูลค่ารวม 4,200 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขาย 20,000 ล้านบาท รายได้ 4,500 ล้านบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์ 12,000 ล้านบาท (รวมโครงการที่บริษัทฯพัฒนา และโครงการร่วมทุน) ปัจจุบัน มี Backlog จากโครงการคอนโดมิเนียมที่แล้วเสร็จใหม่ ที่พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ให้กับลูกค้าในปี 2026 รวมมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท คิดเป็น 70% ของมูลค่าโครงการรวมจาก 7 โครงการ
พร้อมทั้งตอกย้ำความสำเร็จ Pet Friendly ที่ออริจิ้น เป็นผู้นำ No.1 ตลาดคอนโดฯ Pet Friendly ที่พัฒนาโครงการเลี้ยงสัตว์ได้มากถึง 25 โครงการ จำนวน 4,966 ยูนิต และ ยังเป็นผู้นำด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน (Investment Property หรือ IP Program) ตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการ “รายได้สม่ำเสมอ ไม่ต้องบริหารเอง” เปลี่ยนคอนโดฯ เป็นสินทรัพย์ทำเงิน บริหารและดูแลโดยทีมงานมืออาชีพจาก HHR (Hampton Hotel & Residence Management) มีจำนวน 1,737 ยูนิต จาก 14 โครงการ พร้อมทั้งมีพอร์ตต่างชาติรอโอนรับรู้รายได้มูลค่ารวม 6,300 ล้านบาท
ภายใต้การพัฒนา โครงการบ้านจัดสรรของ บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI ปี 2026 จะเปิดตัวใหม่ 3 โครงการ มูลค่ารวม 3,200 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขาย 5,000 ล้านบาท รายได้ 3,400 ล้านบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์ 4,000 ล้านบาท
(รวมโครงการที่บริษัทฯพัฒนา และโครงการร่วมทุน) โดยยังคงจุดเด่นในเรื่องของทำเลศักยภาพ ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาโครงการ ล่าสุดได้เปิดตัวโปรเจกต์ Brilliant Business Park พื้นที่ธุรกิจอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ทุกวัตถุประสงค์ในการบริหารธุรกิจแบบมัลติฟังก์ชั่น (Multi-functional) ที่ผสานโชว์รูม สตูดิโอ ออฟฟิศ และที่อยู่อาศัย เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัวในพื้นที่เดียวกัน นำร่อง 5 ทำเลยุทธศาสตร์สำคัญ : พระราม2 | บางนา-ตราด | อมตะซิตี้ |แหลมฉบัง l ระยอง รวมมูลค่า 1,200 ล้านบาท พร้อมจับตาเตรียมเปิดตัวโปรเจ็กต์จับกลุ่ม Lifestyle ของการใช้ชีวิตแบบเต็มรูปแบบเร็วๆนี้
กลุ่มธุรกิจบริการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรสมัยใหม่ ภายใต้ บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRI และบริษัทย่อยในเครือ วางเป้ารายได้ ปี 2026 อยู่ที่ 2,000 ล้านบาท พร้อมเปิดศักราชใหม่เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุก Generation ตลอดทุกช่วงชีวิต ด้วย “PRIMO TRANSFORMATION ERA” ก้าวสู่ยุคใหม่แห่งการเปลี่ยนอย่างยั่งยืน นำโดย 5 กลยุทธ์หลัก ดังนี้ 1. Elevating Service Standards to Premium Level (ยกระดับมาตรฐานบริการสู่ระดับพรีเมียม) 2. Expanding into High-Value Segments ขยายตลาดสู่กลุ่มศักยภาพสูง 3. Building Community Ecosystem สร้าง “Lifestyle & Community Ecosystem” ผ่านแพลตฟอร์ม Happy Maker 4. Technology & Data Integration วางเทคโนโลยีเป็นศูนย์กลางการทรานส์ฟอร์มองค์กร ผ่าน Primo Plus Application 5. ESG as a Strategic Driver ผลักดัน ESG เป็นแกนหลักขององค์กร ผ่านแนวคิด PRIMO CARE ครอบคลุม People, Pet และ Planet สร้างความยั่งยืนทั้งมิติบุคคล ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้าง Sustainable Organization ที่พร้อมรับอนาคต
สำหรับ บริษัท ออริจิ้น โฮเทล จำกัด (มหาชน) หรือ ORIGIN HOTEL กลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำอย่างต่อเนื่อง (Recurring Income Business) ครอบคลุมทั้งกลุ่มธุรกิจโรงแรม (Hotel Business) กลุ่มธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่า (Office Building Business) และกลุ่มธุรกิจการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ (Commercial Development Business) เปิดแผนธุรกิจปี 2026 เดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอควบคู่การบริหารสินทรัพย์ตามโมเดล Build–Operate–Exit–Reinvest เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยภายในปี 2026 เป้าหมายธุรกิจ มีแผนเริ่มเปิดดำเนินการโรงแรมใหม่ จำนวน 4 โรงแรม มูลค่า 5,915 ล้านบาท* อาคารสำนักงานและโครงการพื้นที่เชิงพาณิชย์ 4 แห่ง มูลค่ารวม 3,100 ล้านบาท* ทั้งนี้ ยังมีแผน Divestment ในปีนี้อีก 4 โรงแรม รวม 1,011 ห้อง มูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งจะสร้างกระแสเงินสดพิเศษเพิ่มกว่า 1,300 ล้านบาทให้กับกลุ่มธุรกิจตามโมเดลธุรกิจที่ช่วยเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ รองรับการเติบโตของพอร์ตโรงแรมในระยะยาวเป็น Cycle เพื่อมุ่งมั่นสร้างโอกาสเติบโตแบบคู่ขนาน
ด้าน บริษัท แอลฟา อินดัสเทรียล โซลูชั่น จำกัด หรือ ALPHA ผู้พัฒนาธุรกิจอินดัสเทรียล พร็อพเพอร์ตี้ ณ สิ้นปี 2568 มีศูนย์กระจายสินค้ารวมทั้งสิ้น 403,859 ตารางเมตร เปิดดำเนินการแล้ว 382,000 ตารางเมตร มีอัตราการเช่า 95% โดยในปีนี้
มีแผนเปิดดำเนินการธุรกิจคลังสินค้าและโรงงานให้เช่าเพิ่มอีก 5 โครงการ กว่า 150,000 ตารางเมตร มูลค่ารวม 3,000 ล้านบาท และมีแผนนำสินทรัพย์เข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) 4 โครงการ ขนาดพื้นที่ 211,682 ตารางเมตร ในชื่อ “ALPHA REIT”
ในปี 2569 นี้ บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายรวม 25,000 ล้านบาท ยอดโอนกรรมสิทธิ์ 16,000 ล้านบาท รายได้ 10,000 ล้านบาท เปิดตัวโครงการใหม่ มูลค่า 19,400 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียม 3 โครงการ มูลค่า 4,200 ล้านบาท แนวราบ 3 โครงการ มูลค่า 3,200 ล้านบาท ธุรกิจโรงแรม 4 แห่ง รวม 762 ห้อง มูลค่า 5,915 ล้านบาท ธุรกิจค้าปลีก 3 แห่ง และอาคารสำนักงาน 1 แห่ง มูลค่ารวม 3,100 ล้านบาท ธุรกิจคลังสินค้า 5 โครงการ พื้นที่ 150,000 ตร.ม. มูลค่า 3,000 ล้านบาท และธุรกิจบริการ ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้ 2,000 ล้านบาท
หลังจากนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ 11 ปี ปัจจุบันสัดส่วนรายได้จากธุรกิจใหม่ๆ ได้แก่ ธุรกิจบริการ โรงแรม และแวร์เฮาส์ อยู่ในสัดส่วน 45% ของพอร์ต ขณะที่ธุรกิจที่อยู่อาศัยอยู่ในสัด 55% ของพอร์ต ซึ่งในอนาคตคาดว่าธุรกิจใหม่ๆ จะทำรายได้เพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วน 2 ใน 3 ของพอร์ตรวม
“ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการกระจายพอร์ตธุรกิจ รวมถึงกลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำต่อเนื่อง (Recurring Income) ทั้งแผนการขายธุรกิจทำกำไรหรือการนำสินทรัพย์เข้ากอง REIT ได้ “ถูกที่ ถูกเวลา” ตามเป้าหมายที่วางไว้ กลุ่มบริษัทยังคงเปิดรับพันธมิตรจากทั้งในและต่างประเทศ เพื่อร่วมพัฒนาธุรกิจที่มีศักยภาพในการพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง” นายพีระพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย




