กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ เผยภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านปี 67 ยังเผชิญความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง โดยเฉพาะความท้าทายในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจคู่ค้าหลักของไทย รวมทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่ยังมี 4 ปัจจัยบวก หนุนตลาดฟื้นตัว เปิดแผนปีมังกรเน้นรักษาแบรนด์ที่มีคุณภาพ ไม่เล่นสงครามราคา พร้อมเดินหน้าจัดกิจกรรม  “Site Seeing สร้างบ้าน ต้องเห็นบ้าน” ต่อเนื่อง  ดันรายได้แตะ 1,200 ล้านบาท

นายสุธี เกตุศิริ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ กล่าวว่า สำหรับในปี 2566 ที่ผ่านมา มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวดีขึ้นหลังผ่านวิกฤตโควิด-19 อย่างไรก็ตามสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนซึ่งยืดเยื้อต่อเนื่องมาจนถึงปี 2566 และการเกิดสงครามระหว่างอิสราเอล-กลุ่มฮามาส ก็ได้ส่งผลกระทบในวงกว้าง รวมไปถึงประเทศคู่ค้ารายใหญ่ของไทย อย่างสหรัฐอเมริกาและประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป ซึ่งต้องเผชิญกับภาวะอัตราเงินเฟ้อ ตามมาด้วยการปรับอัตราดอกเบี้ยหลายครั้ง และสำหรับจีนซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทย ก็ต้องเผชิญกับปัญหาหลากหลายด้าน ทั้งสงครามการค้า วิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ และการจับจ่ายใช้สอยของคนในประเทศ เศรษฐกิจจึงชะลอตัวลงไปมาก โดยปัจจัยเหล่านี้ก็ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยค่อนข้างมากด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในด้านการส่งออกและการลงทุนของต่างประเทศในประเทศไทย ประกอบกับปัจจัยภายในประเทศไทยเอง ซึ่งมีทั้งภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่ในช่วงกลางปี แต่ในปี 2566 การเมืองยังมีความไม่แน่นอนและมีเสถียรภาพ ส่งผลให้การใช้จ่ายต่างๆ ของภาครัฐที่เป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ยังไม่ได้มีการอนุมัติจากสภาฯ สิ่งเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม รวมทั้งภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจรับสร้างบ้าน           

“สำหรับภาคธุรกิจอสังหาฯ และรับสร้างบ้าน ในช่วงปีที่ผ่านมา เริ่มจะฟื้นตัวดีขึ้นหลังจากวิกฤติโควิด-19 แต่เริ่มมาชะลอตัวอีกในช่วงไตรมาส 3- 4 ปี 2566 จากปัจจัยลบดังกล่าวข้างต้น” นายสุธี กล่าว   

นายสุธี กล่าวต่อไปอีกว่า ในส่วนของผลการดำเนินงานของกลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ ในปี 2566 บริษัทตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 1,200 ล้านบาท ซึ่งรายได้ในครึ่งปีแรกเป็นไปตามเป้าหมายที่ 600 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในช่วงไตรมาส 3-4 ภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดชะลอตัวลง ลูกค้าบางรายขอสินเชื่อเพื่อปลูกสร้างบ้านได้ไม่ 100% ส่งผลให้ชะลอการตัดสินใจสร้างบ้านไป คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10-15%  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบ้านระดับราคา 2-8 ล้านบาท แต่ระดับ 2-5 ล้านบาทจะมากที่สุด เพราะเป็นกลุ่มลูกค้าที่ไม่ค่อยมีเงินออม และหากที่มีที่ดินอยู่ในทำเลที่ห่างไกลก็จะส่งผลต่อการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อด้วย สถานการณ์ดังกล่าวจึงส่งผลให้รายได้รวมของบริษัทในปี 2566 อยู่ที่ 1,100 ล้านบาท

นายสุธี กล่าวต่อไปถึงภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านในปี 2567 ว่ายังมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง ที่ชัดเจนสุดคือความท้าทายในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ แม้ว่าการสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครน จะมีแนวโน้มว่าจะจบลงได้ แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนสูงเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ก็มองด้วยความหวังว่าเมื่อมีมืดแล้วก็ต้องมีสว่าง โดยปัจจัยบวกในปีนี้มีทั้งด้านการท่องเที่ยว ซึ่งในปี 2566 ที่มีนักท่องเที่ยวเป็นไปตามเป้าที่วางไว้คือ 28 ล้านคน และในปี 2567 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามามากถึง 35-38 ล้านคน จากปัจจัยการเปิดฟรีวีซ่าของไทยให้กับหลายประเทศ เช่น จีน อินเดีย รัสเซีย เป็นต้น

ส่วนการส่งออก ก็เชื่อว่าตั้งแต่ครึ่งปีหลัง 2567 เป็นต้นไป จะเห็นการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้น ในต่างประเทศเชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐ หรือ FED จะมีการปรับดอกเบี้ยลงตั้งแต่ประมาณกลางปี 2567 เป็นต้นไป และคาดการณ์ว่าในปี 2567 จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 3-4 ครั้ง หรือประมาณ 1% ซึ่งจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกรวมทั้งไทยปรับลดลงด้วย และจะส่งผลให้ภาคธุรกิจทั่วโลกและไทยฟื้นตัวขึ้น

ด้านการลงทุน ด้วยยุทธศาสตร์ประเทศจะทำให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนจากต่างประเทศมายังประเทศไทยมากขึ้น จากการที่รัฐบาลออกแนะนำตัวตามเวทีโลกต่างๆ ทั้งโครงการ Landbridge หรือสะพานเศรษฐกิจ รวมไปถึงโครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ และการสนับสนุนส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางของการผลิตรถยนต์ EV  การทำ FTA กับต่างประเทศโดยเฉพาะสหภาพยุโรป (EU) เป็นต้น ซึ่งจะเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้นตั้งแต่กลางปี 2567   

การใช้เม็ดเงินในประเทศ กว่างบประมาณจะผ่านการอนุมัติจากรัฐสภา คงจะสามารถใช้และกระจายงบประมาณการเงินได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567 เป็นต้นไป ซึ่งรัฐบาลคงต้องมีการเทงบประมาณใช้จ่ายออกมาอย่างมาก เพื่อฟื้นเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งจะทำให้สภาพคล่องไปได้ดี โครงการสำคัญๆ และการดำเนินนโยบายต่างๆ เหล่านี้ จะผลักดันให้ GDP ไทยสามารถเติบโตได้ไม่น้อยกว่า 3-3.5 % เปรียบเทียบกับ GDP ในปี 2566 ซึ่งเติบโตได้ประมาณ 2% เท่านั้น

นายสุธี กล่าวอีกว่าสำหรับแผนการดำเนินงานของบริษัทในปี 2567 ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 1,200 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จาก บริษัท บิวท์ ทู บิวด์  จำกัด ซึ่งสร้างบ้านระดับราคา 25 ล้านบาทขึ้นไป คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% หรือประมาณ 250 ล้านบาท บริษัท บางกอกเฮ้าส์บิวเดอร์ จำกัด ซึ่งสร้างบ้านระดับราคา 10-25 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% หรือประมาณ 350 ล้านบาท และบริษัท สมอลล์เฮ้าส์บิวเดอร์ จำกัด ซึ่งสร้างบ้านระดับราคา 2-10 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 50% หรือประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นฐานลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่สุด โดยในปี 2566 ที่ผ่านมามีลูกค้าเซ็นสัญญาไปประมาณ 172 หลัง และปัจจุบันบริษัทฯอยู่ในระหว่างการก่อสร้างบ้านให้ลูกค้าประมาณ 250 หลัง ราคาตั้งแต่ 2-60 ล้านบาท รวมมูลค่าประมาณ 1,375 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 

นายสุธี กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่าธุรกิจรับสร้างบ้านเป็นธุรกิจ “Product Oriented” ไม่ใช่  “Marketing Oriented” คุณภาพบ้านหรือตัวสินค้าจึงเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าการตลาดและการโฆษณา ถึงแม้การตลาดและการโฆษณาจะมีความสำคัญมากก็ตาม ถ้าทำเรื่องคุณภาพและมาตรฐานงานก่อสร้างได้สำเร็จ ธุรกิจจึงจะอยู่ได้อย่างมั่นคง กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์  จึงให้ความสำคัญเรื่องแบรนด์และคุณภาพงานก่อสร้างอย่างมากมาตลอดกว่า 20 ปี ตั้งแต่ก่อตั้ง ทั้งนี้ ในส่วนการทำตลาด บริษัทยังคงเน้นและให้ความสำคัญกับการจัดกิจกรรม “Site Seeing” สร้างบ้าน ต้องเห็นบ้าน อย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการจัดกิจกรรมไตรมาสละ 1 ครั้ง ซึ่งได้ดำเนินการมาแล้วกว่า 15 ปี และได้รับผลตอบรับดีมากจากลูกค้า กิจกรรมนี้ทำให้ลูกค้าได้เห็นและสัมผัสกับไซต์งานก่อสร้าง คุณภาพ งานก่อสร้าง โรงงานผลิตชิ้นส่วนโครงสร้างบ้าน และทีมงานของบริษัทฯ โดยการจัดกิจกรรมแต่ละครั้งสามารถรองรับลูกค้าประมาณ 40 ครอบครัว หรือประมาณ 100 รายเท่านั้น (โดยไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม) โดยในไตรมาส 1/2567 จะจัดขึ้นในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2567 นี้