การเคหะแห่งชาติเดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจด้านที่อยู่อาศัยและการพัฒนาเมืองตามนโยบายของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เตรียมเร่งผลักดันโครงการ “บ้านเคหะเพื่อคนไทย” ควบคู่กับการฟื้นฟูเมืองดินแดงและพื้นที่ชุมชนเก่า พร้อมพัฒนา Senior Complex จังหวัดชลบุรี ตลอดจนการบริหารจัดการที่ดินเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และขับเคลื่อนการใช้พลังงานสะอาด

>>>เร่งเดินเครื่อง “บ้านเคหะเพื่อคนไทย”

นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เปิดเผยว่า “บ้านเคหะเพื่อคนไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงที่อยู่อาศัยคุณภาพในทำเลที่เหมาะสม ภายใต้แนวคิด Universal Design ที่รองรับการใช้งานของคนทุกช่วงวัย โดยมีเป้าหมายสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยในราคาที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ แบ่งออกเป็น 5 ระยะ ครอบคลุมโครงการรวมกว่า 44,000 หน่วย ซึ่งจะนำเสนอ ครม.พิจารณาในปี 2570 -2575 ได้แก่ 1.โครงการบ้านเคหะเพื่อคนไทย ระยะที่ 1 จำนวน 5 โครงการ 4,102 หน่วย อยู่ระหว่างทบทวนแผนคาดว่าจะนำเสนอ ครม. ภายในเดือนมีนาคม 2570 2.โครงการบ้านเคหะเพื่อคนไทย ระยะที่ 2 จำนวน 4 โครงการ 2,155 หน่วย อยู่ระหว่างสำรวจความต้องการและทบทวนรายละเอียดและการเงิน คาดว่าจะนำเสนอ ครม. ภายในเดือนเมษายน 2570 3.โครงการบ้านเคหะเพื่อคนไทย ระยะที่ 3 จำนวน 45 โครงการ 10,906 หน่วย คาดว่าจะนำเสนอ ครม.เพื่อขออนุมัติในเดือนตุลาคม 2570 และ 4.โครงการบ้านเคหะเพื่อคนไทย ระยะที่ 4 จำนวน 21,861 หน่วย และระยะที่ 5 จำนวน 5,279 หน่วย

โดยการเคหะแห่งชาติจะเน้นการนำที่ดินของการเคหะแห่งชาติหรือที่ดินราชพัสดุมาพัฒนา เพื่อช่วยลดต้นทุนด้านที่ดิน ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของการพัฒนาที่อยู่อาศัย และช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบ้านในระดับราคาที่เหมาะสมได้มากขึ้น โดยปัจจุบันการเคหะแห่งชาติมีพื้นที่โครงการเอื้ออาทรเดิมประมาณ 4,000 กว่าไร่ และมีที่ดินเปล่าที่สามารถนำมาพัฒนาได้ประมาณ 5,000 ไร่ สำหรับรูปแบบการลงทุน การเคหะแห่งชาติพิจารณาทั้งการดำเนินโครงการเองและการร่วมกับภาคเอกชน

>>>เดินหน้าโครงการฟื้นฟูเมือง

ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวถึงภารกิจด้านการพัฒนาเมืองเพิ่มเติมว่า การเคหะแห่งชาติยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการฟื้นฟูเมือง อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและพัฒนาพื้นที่ให้เป็นชุมชนเมืองที่มีความทันสมัย ปลอดภัย และน่าอยู่อาศัย โดยปัจจุบันโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 (รองรับผู้อยู่อาศัยเดิม) มีความคืบหน้าตามแผนการดำเนินงานในทุกระยะ ประกอบด้วย อาคารพักอาศัยแปลง A (อาคาร A1) อยู่ระหว่างการก่อสร้างอาคารพักอาศัยสูง 32 ชั้น จำนวน 635 หน่วย คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569 ขณะที่อาคารพักอาศัยแปลง D1 (อาคาร D2) อยู่ระหว่างการก่อสร้างอาคารพักอาศัยสูง 35 ชั้น จำนวน 612 หน่วย คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2570 และอาคารพักอาศัยแปลง C (อาคาร C1) จะจัดสร้างเป็นอาคารพักอาศัยสูง 34 ชั้น จำนวน 816 หน่วย ปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการจัดหาผู้รับจ้างก่อสร้าง และคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการพัฒนาโครงการได้ภายในปี 2569 พร้อมกันนี้ยังมีแผนพัฒนาพื้นที่รองรับผู้อยู่อาศัยใหม่ในระยะต่อไป รวม 13,746 หน่วย ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาในการปรับปรุงแผนแม่บทโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง คาดว่าจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบภายในปี 2570 ก่อนศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน (PPP) ต่อไป

ขณะเดียวกันยังเร่งผลักดัน โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนทุ่งสองห้อง ซึ่งเป็นโครงการที่การเคหะแห่งชาติมีความพร้อมมากที่สุดให้สามารถเริ่มก่อสร้างและรองรับผู้อยู่อาศัยได้โดยเร็ว ส่วนโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนรามอินทรา และห้วยขวาง อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมและจัดทำรายละเอียดโครงการ โดยการเคหะแห่งชาติจะเร่งรัดการดำเนินงานในทุกขั้นตอนให้เป็นไปตามแผน เพื่อผลักดันการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

>>>เดินหน้า Senior Complex ชลบุรี รองรับผู้สูงอายุ 5,000-6,000 คน

อีกหนึ่งโครงการสำคัญคือโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Complex) จังหวัดชลบุรี นำร่องในพื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี จำนวน 1,696 หน่วย ภายใต้แนวคิด “เมืองสร้างสุข” เพื่อรองรับการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าตั้งแต่ปี 2576 เป็นต้นไปจะมีผู้สูงอายุเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้นในระดับประมาณ 1 ล้านคนต่อปีต่อเนื่องไปจนถึงช่วงปี 2582 ซึ่งหากดำเนินการโครงการ Senior Complex อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรีได้ตามแผน โครงการดังกล่าวจะสามารถรองรับผู้สูงอายุได้ประมาณ 5,000-6,000 คน ขณะที่ความต้องการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุในพื้นที่ภาคตะวันออกมีอยู่ประมาณ 30,000 กว่าคน

ทั้งนี้ การดำเนินงานจะใช้รูปแบบ Design & Build + Invest ภายใต้รูปแบบการเช่าที่ราชพัสดุระยะยาว 30 ปี พร้อมสิทธิต่ออายุสัญญาเช่าอีก 30 ปี เพื่อให้สามารถพัฒนาและบริหารโครงการได้อย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการลงทุนและเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิตในวัยเกษียณ 

>>>เร่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ทรัพย์สิน สร้างมูลค่าเพิ่ม

นายทวีพงษ์ ยังได้กล่าวถึงแนวทางสำคัญของการบริหารทรัพย์สินว่า การเคหะแห่งชาติยังมีแผนนำที่ดินแปลงว่างในกลุ่ม Land Bank และ Sunk Cost มาพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชนในพื้นที่ที่มีศักยภาพ เช่น จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm) และกิจการด้านการเกษตร พื้นที่บางพลีคอมเพล็กซ์ เพื่อพัฒนาโครงการเชิงพาณิชย์และที่อยู่อาศัย รวมถึงพื้นที่ร่มเกล้าและประชานิเวศน์ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเชิงพาณิชย์และสร้างรายได้ในอนาคต ทั้งนี้ยังมีที่ดินและโครงการในทำเลศักยภาพอีกหลายแห่งที่พร้อมรองรับการลงทุน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินของรัฐให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด

>>>ขับเคลื่อนพลังงานสะอาด หนุนไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

สำหรับอีกมิติหนึ่ง การเคหะแห่งชาติยังคงมุ่งเน้นการขับเคลื่อนพลังงานสะอาด โดยร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ดำเนินโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) และสถานีอัดประจุไฟฟ้า (EV Charging Station) ภายในพื้นที่การเคหะแห่งชาติ สำนักงานใหญ่ ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2570 พร้อมทั้งอยู่ระหว่างคัดเลือกพื้นที่ติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ารวม 79 พื้นที่ทั่วประเทศ และมีแผนจะทยอยเปลี่ยนรถยนต์ราชการที่ครบกำหนดสัญญาเช่าในปี 2569 เป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการลดการใช้พลังงานฟอสซิลและขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

“การเคหะแห่งชาติจะยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนภารกิจ พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในทุกระดับ เพื่อให้ประชาชนได้อยู่อาศัยในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ทันสมัย และมีมาตรฐานที่เหมาะสมกับทุกช่วงวัย ควบคู่กับการบริหารทรัพย์สินและการใช้ที่ดินของรัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสร้างรายได้กลับมาพัฒนาสังคมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงขับเคลื่อนพลังงานสะอาดและการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อให้การเคหะแห่งชาติเป็นองค์กรที่มั่นคงทางการเงิน และเป็นที่พึ่งด้านที่อยู่อาศัยของประชาชนไทยตลอดไป” ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวทิ้งท้าย