ซีคอนกางแผนปี 67 ติดปีกต่อยอดเพิ่มโอกาสการขยายธุรกิจให้เติบโตกว่าตลาดอย่างมั่นคงและยั่งยืน ขยายโรงงานผลิตโครงสร้างแห่งที่ 2 รองรับความต้องการของตลาด เปิดตัวร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ชั้นนำในภาคธุรกิจอสังหาฯ พร้อมเผยโฉมแบบบ้านใหม่ซีรีย์ Greenery SEACON มอบไลฟ์สไตล์ชีวิตเมืองที่สัมผัสธรรมชาติได้ในทุกวัน มั่นใจปี 67 ดันยอดขายโต 10-15%

นายมนู ตระกูลวัฒนะกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีคอน จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับตลาดรับสร้างบ้าน คาดว่าในปี 2567 จะมีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 200,000 ล้านบาท ขณะที่สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านคาดตลาดรับสร้างบ้านในระบบของสมาคมน่าจะมีมูลค่าประมาณ 13,250 ล้านบาท และเติบโตปีละประมาณ 10-15%

นายมนู กล่าวอีกว่า ในปี 2566 ตลาดรับสร้างบ้านรวมทั้งผลประกอบการของบริษัทในช่วงครึ่งปีแรกดูมีแนวโน้มเติบโตดี อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสที่ 4 จากความกังวลเรื่องปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ การสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครน อิสราเอล-กลุ่มฮามาส ภาวะเงินเฟ้อและการขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลายครั้งในสหรัฐอมริกา รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจและสังคมภายในประเทศ ทำให้ผู้บริโภคเกิดความวิตกกังวล ส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดรับสร้างบ้านชะลอตัวลง ซึ่งแม้ภาพรวมเศรษฐกิจที่หลายฝ่ายเชื่อว่าอยู่ในช่วงขาลง แต่ซีคอนก็ยังสามารถสร้างยอดขายได้ประมาณ 2,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับยอดขายในปี 2565

ทั้งนี้ สำหรับแผนการดำเนินงานของบริษัทในปี 2567 นายมนู ให้ข้อมูลว่ากลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของบริษัทจากปี 2566 สู่ปี 2567 ยังคงยึด 3 กลยุทธ์หลักเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจ ประกอบด้วย กลยุทธ์ด้านความยั่งยืน (Sustainability) ภายใต้แนวคิด E-S-G, กลยุทธ์ด้านการตลาดยุคใหม่ที่ผสานความสมดุลระหว่างออนไลน์และออฟไลน์อย่างลงตัว เพื่อคงฐานลูกค้ากลุ่มเก่าไว้ในขณะเดียวกับก็สามารถเจาะเข้าถึงฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ได้ในเวลาเดียวกัน และกลยุทธ์การแสวงหาฐานลูกค้ากลุ่มใหม่รวมทั้งพัฒนาโปรดักส์ใหม่เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ

โดยในปี 2567 ซีคอนได้ตั้งเป้ายอดขายเติบโตประมาณ 10-15% ทั้งจากการพัฒนาเพื่อให้เกิดความยั่งยืนของธุรกิจ (Business Sustainability) ด้วยกลยุทธ์ ESG พร้อมกับประสบการณ์ที่มีมากกว่า 63 ปี สร้างบ้านมากกว่า 25,000 หลัง ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นใจในเรื่องของ branding ได้เป็นอย่างดี รวมทั้งการผสานการตลาดแบบออนไลน์และออฟไลน์ได้อย่างสมดุล ปัจจุบันฐานลูกค้าในออนไลน์ของซีคอนมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2566 มีสัดส่วนถึง 35% และสามารถแปลงมาเป็นยอดขายได้อย่างน่าพอใจ สอดคล้องกับการเติบโตของยอดขายในกลุ่มตลาดออฟไลน์ที่ซีคอนได้จัดกิจกรรมการตลาดและส่งเสริมการขายเพื่อเจาะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพโดยตรง

ส่วนปัจจัยสุดท้ายที่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของบริษัทคือการต่อยอดสู่การพัฒนาธุรกิจใหม่เพื่อเติมเต็มความต้องการของตลาด นำร่องด้วยการสร้างโรงงานผลิตโครงสร้างชิ้นส่วนกึ่งสำเร็จรูปแห่งที่ 2 ที่ลำลูกกา คลอง 12 บนเนื้อที่กว่า 26 ไร่ ซึ่งมีกำลังการผลิตสูงถึง 120,000 ชิ้นต่อปี รองรับการสร้างบ้านได้ประมาณ 700-800 หลัง ซึ่งหากรวมกับกำลังการผลิตของโรงงานแห่งแรกของบริษัทย่านอ่อนนุช ซึ่งมีกำลังการผลิต 70,000-80,000 ชิ้นต่อปี รองรับการสร้างบ้านได้ประมาณ 400-500 หลัง ก็จะสามารถรองรับการสร้างบ้านได้ถึง 1,200 หลัง ซึ่งนอกจากจะสามารถรองรับลูกค้าที่จองสร้างบ้านกับซีคอน และซีคอน ไอดี ที่ปัจจุบันมียอดขายปีละประมาณ 300 หลัง ยังสามารถรองรับลูกค้าโครงการอสังหาริมทรัพย์ ลูกค้าบ้านเดี่ยว ลูกค้ากลุ่มธุรกิจรีสอร์ท หรืออพาร์ทเมนท์ ฯลฯ และสร้างรายได้เพิ่มให้บริษัทได้ด้วย โดยตอนนี้มีบริษัทผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ตกลงใช้ชิ้นส่วนกึ่งสำเร็จรูปจากโรงงานของซีคอนแล้ว 3 ราย

นอกจากนั้นบริษัทยังเพิ่มโอกาสทางธุรกิจด้วยการประกาศร่วมทุน (Joint Venture) กับบริษัท นายณ์ เอสเตท จำกัด ในสัดส่วน 30 : 70 โดยซีคอนจะดูแลเรื่องการสร้างบ้าน ขณะที่นายณ์ เอสเตทจะดูการด้านขายและการตลาด เบื้องต้นจะร่วมกันพัฒนา 2 โครงการบ้านเดี่ยว มูลค่ารวม 1,600 ล้านบาท ในสองทำเล คืองามวงศ์วาน มูลค่า 800 ล้านบาท และกาญจนาภิเษก มูลค่า 800 ล้านบาท พร้อมด้วยการเปิดตัว 6 แบบบ้านใหม่ที่พัฒนาแบบภายใต้แนวคิด Greenery SEACON เน้นการนำธรรมชาติมาเติมเต็มไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยที่ปัจจุบันมีพื้นที่จำกัดท่ามกลางมลภาวะรอบด้านของเมืองผ่านทาง courtyard หรือลานกลางบ้าน โดยบริษัทมั่นใจว่าจากกลยุทธ์ดังกล่าว จะทำให้บริษัทสามารถสร้างยอดขายได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างแน่นอน