แม้ว่าเทรนด์ของ อาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ อาคารเขียว จะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อพูดถึง “บ้านสีเขียว” หลายครั้งเรามักนึกไม่ออกว่าหน้าตาของบ้านต้องเป็นอย่างไร มีองค์ประกอบอะไรบ้าง แค่มีต้นไม้เยอะๆ หรือแค่ติดโซลาร์เซลล์หรือไม่

ในความเป็นจริง บ้านที่ยั่งยืนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังต้องคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในทุกมิติ ตั้งแต่คุณภาพอากาศภายในบ้าน การควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม ความปลอดภัยของวัสดุและพื้นผิว ไปจนถึงการใช้พลังงานและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ บ้านยุคใหม่จึงต้องตอบโจทย์ทั้งเรื่อง Green และ Well-being เข้าด้วยกัน เพื่อสร้าง “ประโยชน์ที่ผู้อยู่อาศัยสัมผัสได้จริง” ในชีวิตประจำวัน

ล่าสุด บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC เปิดตัว “SC Green Mark” มาตรฐานอาคารเขียวที่ใช้เวลาพัฒนาอย่างต่อเนื่องกว่า 2 ปี เพื่อเปลี่ยนแนวคิดด้านความยั่งยืนให้ “จับต้องได้จริง” ผ่านองค์ประกอบของอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้อยู่อาศัย

ในการพัฒนามาตรฐานดังกล่าว SC ได้ร่วมมือกับสถาบันอาคารเขียวไทย (TGBI) ภายใต้มูลนิธิอาคารเขียวไทย โดยนำแนวทางการพัฒนาอาคารเขียวระดับสากลมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย พร้อมผนึกกำลังพันธมิตรกว่า 100 ราย ทั้งผู้เชี่ยวชาญและผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง และเทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัย ร่วมกันขับเคลื่อนมาตรฐาน “SC Green Mark” ภายใต้แนวคิด “ดีต่อโลก ดีต่อคุณ”

ทั้งนี้ มาตรฐาน SC Green Mark เริ่มนำร่องใช้กับโครงการบ้านเดี่ยวที่เปิดตัวใหม่ในไตรมาส 3 ปี 2569 ได้แก่ โครงการแกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด ราชพฤกษ์–พรานนก โดย SC นำแนวคิด Passive Design มาใช้ตั้งแต่กระบวนการออกแบบ โดยอาศัยธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการจัดวางช่องแสงเพื่อใช้ประโยชน์จากแสงธรรมชาติ การออกแบบช่องระบายอากาศเพื่อส่งเสริมการถ่ายเทอากาศ ตลอดจนการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ ช่วยลดการพึ่งพาพลังงานในชีวิตประจำวัน ควบคู่กับการเลือกใช้วัสดุและเทคโนโลยีที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

พร้อมนำเสนอ “13 Touchpoints” หรือ 13 จุดกรีนที่จับต้องได้ภายในบ้าน ผ่านการจัดแสดงวัสดุ ผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมจากพันธมิตรที่ร่วมพัฒนาโครงการ เพื่อให้เห็นตัวอย่างการนำมาตรฐาน SC Green Mark มาใช้จริงในบ้านนำร่องแห่งนี้ ครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างและวัสดุก่อสร้าง ไปจนถึงระบบและเทคโนโลยีภายในบ้าน ที่ช่วยยกระดับทั้งคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยและการดูแลสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย

1.โครงสร้างเหล็กคุณภาพสูง ลดการใช้ทรัพยากรตั้งแต่ต้นทาง สร้างบ้านยั่งยืนตั้งแต่กระดุมเม็ดแรก ด้วยเหล็ก TATA TISCON ของ ทาทา สตีล ซึ่งผลิตด้วยเทคโนโลยี Electric Arc Furnace (EAF) ที่ใช้เหล็กรีไซเคิลเป็นวัตถุดิบ พร้อมบริการ Cut & Bend ช่วยลดเศษวัสดุจากการก่อสร้างและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

 

2.คอนกรีตคาร์บอนต่ำ ลดผลกระทบโดยไม่ลดทอนคุณภาพ เลือกใช้ “อินทรีเพชร Easy Flow” ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกที่มีประสิทธิภาพสูงที่ช่วยลดการปล่อย CO₂ และสนับสนุนการก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

3.ผนังอิฐมวลเบา ช่วยให้บ้านเย็นและประหยัดพลังงาน อิฐมวลเบา Low Carbon จาก Q-Con ที่มีฉลาก​ CFP (Carbon Footprint Product) และอีกหลากหลายมาตรฐานภายนอก ลดการถ่ายเทความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน ทำให้บ้านเย็นสบายและช่วยประหยัดพลังงาน ลดค่าไฟได้ถึงประมาณ 30%

4.แสงสว่างที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานและการประหยัดพลังงาน เลือกใช้ผลิตภัณฑ์แสงสว่างจาก ATON และ Philips ที่ให้ความสำคัญกับอายุการใช้งานที่ยาวนาน การใช้วัสดุอย่างคุ้มค่า และการลดของเสียในกระบวนการผลิต

 

5.สีบ้านที่ช่วยลดขั้นตอนและลดการใช้ทรัพยากร เลือกใช้สีพรีเมียมจาก TOA และ 4Seasons 2in1 ที่เป็นทั้งสีทับหน้าและรองพื้นในตัว ลดขั้นตอนการทาสี ลดการใช้น้ำ เวลา และคาร์บอน สะท้อนแสงอาทิตย์ได้สูงสุด 6% ช่วยลดอุณหภูมิผนังและการใช้พลังงานในบ้าน

6.ฉนวนกันความร้อน ลดภาระเครื่องปรับอากาศ เลือกใช้ฉนวนกันความร้อน SCG รุ่น STAY COOL ที่มีคุณสมบัติสะท้อนความร้อน 95% ช่วยลดอุณหภูมิภายในบ้านได้ 3–4 องศาเซลเซียส และประหยัดไฟแอร์ได้ถึง 47%

7.ถังเก็บน้ำที่คำนึงถึงทั้งการใช้งานและการหมุนเวียนทรัพยากร ถังเก็บน้ำผลิตจากวัสดุ Food Grade ของ DOS แข็งแรง ทนทาน และปลอดภัยสำหรับการใช้งานในที่พักอาศัย โดยวัสดุสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ หรือ Recycle ได้ ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน

6.เครื่องเติมอากาศ ยกระดับคุณภาพอากาศภายในบ้าน ระบบเติมอากาศจาก SCG ช่วยควบคุมคุณภาพอากาศภายในอาคารอย่างต่อเนื่อง พร้อมกำจัดหรือยับยั้งเชื้อไวรัสและแบคทีเรียได้อย่างน้อย 99%* ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์

9.พื้นลดแรงกระแทก เพิ่มความปลอดภัยให้ทุกวัย พื้นกระเบื้องยาง UNIX Shock Absorption Floor (SAF) ที่ช่วยซับแรงกระแทกและลดความรุนแรงจากการหกล้ม เหมาะสำหรับบ้านที่มีผู้สูงอายุและเด็ก พร้อมคุณสมบัติดูแลทำความสะอาดง่าย และมีการรับรองด้านสิ่งแวดล้อม เช่น EPD และ SGBC ระดับ Excellent

10.โซลาร์เซลล์และระบบกักเก็บพลังงาน โซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ และการเตรียมระบบให้รองรับการติดตั้งเพิ่มเติมในอนาคต ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้พลังงานสะอาดและลดการพึ่งพาพลังงานจากแหล่งพลังงานทั่วไป ติดตั้งให้ทุกหลังของโครงการนำร่อง โดย Vasticity Assets

 

11.บ้านอัจฉริยะ ชีวิตสะดวกสบาย พร้อมจัดการพลังงานอย่างคุ้มค่า ยกระดับการอยู่อาศัยด้วยระบบ RueJai Home Panel จาก RINTECH Smart Home Solution ที่ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยสามารถควบคุมระบบไฟส่องสว่าง กล้องวงจรปิด และอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้านได้สะดวกผ่านหน้าจอควบคุมภายในบ้านหรือสมาร์ทโฟน

12.เตรียมระบบรองรับ EV Charger ตั้งแต่การออกแบบบ้าน ตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านการเดินทางสู่พลังงานสะอาดด้วยการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานในบ้านให้รองรับการติดตั้ง EV Charger สำหรับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าด้วยกำลังสูงสุด 22 kW ผ่านระบบไฟฟ้า 3 เฟส โดยมีผลงานของ Grimm Technology โชว์ในบ้านนำร่อง

 

13.โซลูชันห้องน้ำ เพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน นำเสนอนวัตกรรมสุขภัณฑ์และอุปกรณ์ห้องน้ำจาก American Standard, GROHE และ INAX โดยขับเคลื่อนแนวคิด Zero Carbon และ Circular Living รวมถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐาน Cradle to Cradle® และความมุ่งมั่นด้านการลดคาร์บอนและการจัดการทรัพยากรน้ำ

ทั้งนี้ นี่ถือเป็นเพียง “โฉมแรก” ของมาตรฐาน “SC Green Mark” โดย SC ตั้งเป้าภายใน 5 ปีข้างหน้า ให้อาคารในทุกธุรกิจจำนวน 4,000 อาคารผ่านมาตรฐานดังกล่าว ซึ่งกำหนดเกณฑ์การประเมิน 2 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ผ่านข้อกำหนดพื้นฐาน (Pre-requisite) ครบทุกข้อ และ 2) ผ่านการประเมินตามเกณฑ์คะแนนที่กำหนด ครอบคลุม 3 ด้านหลัก คือ “ดีต่อคน ดีต่อโลก และดีด้วยนวัตกรรม” เพื่อให้มั่นใจว่าอาคารทุกประเภทของ SC ทั้งบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม โรงแรม คลังสินค้า และอาคารสำนักงาน ตอบโจทย์ความยั่งยืนควบคู่กับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้อาคารอย่างแท้จริง

 

#SC #SCisQuality #SCGreenMark