จับสัญญาณตลาดอสังหาฯพัทยาฟื้น! เอปัส ดีเวลลอปเม้นท์ มั่นใจตลาดที่อยู่อาศัยยังไปต่อ ประกาศเดินหน้าโครงการใหม่ปี 2565 ทั้งแนวสูงและแนวราบ รวมมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท ประเดิมผุดโครงการคอนโดฯ หรูริมหาดจอมเทียนปลายไตรมาส ปีนี้ พร้อมผนึกกำลังเอเจ้นท์มืออาชีพ เวลา เรียล เอสเตท” ร่วมวางแผนการตลาดและการขายทั้งโครงการใหม่และโครงการที่พัฒนาก่อนหน้า หวังปิดจ๊อบยูนิตเหลือขาย 20% ในโครงการ ANDROMEDA คอนโดฯ ระดับลักชัวรี่บนเขาพระตำหนัก

นายเฉลิมพล โขนแจ่ม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอปัส ดีเวลลอปเม้นท์  กรุ๊ป จำกัด กลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในโซน พัทยา จังหวัดชลบุรี เปิดเผยว่า ในปี 2565 ทางกลุ่มบริษัทเอปัสฯ ได้วางแผนการพัฒนาโครงการใหม่ประมาณ โครงการ แบ่งเป็นโครงการแนวราบ โครงการรวมมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยเปิดตัวในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ส่วนอีกโครงการจะเปิดตัวในไตรมาส ปีนี้ เป็นคอนโดมิเนียม ตั้งอยู่บนเนื้อที่ ไร่ครึ่ง คือ โครงการอารมณ์ หาดจอมเทียน มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท โดยทุกโครงการที่พัฒนามีจุดเด่นทำเลที่ตั้งและการออกแบบโปรดักส์ที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

สำหรับความคืบหน้าด้านการขายโครงการคอนโดมิเนียมที่เปิดตัวไปในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป้าหมายค่อนข้างดีแม้ภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์จะเผชิญกับวิกฤติการระบาดของโควิด – 19 แต่ยอดขายรวมจากโครงการต่างๆ ของกลุ่มบริษัทเอปัสฯอยู่ในระดับที่ค่อนข้างพอใจ ไม่ว่าจะเป็นโครงการ อารมณ์ วงศ์อมาตย์” ที่เปิดตัวในช่วงเดือน กรกฎาคม 2563 มียอดขายแล้วกว่า 50 % โครงการดังกล่าว ตั้งอยู่บนพื้นที่ 8 ไร่เศษ พัฒนาในรูปแบบของซูเปอร์ลักชัวรี่คอนโดมิเนียมระดับหรู สูง 55 ชั้นจำนวน 319 ยูนิต มูลค่าโครงการเกือบ 3,700 ล้านบาท ส่วนโครงการ แอนโดรเมดา” เขาพระตำหนักเป็นโครงการคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จสมบูรณ์ 100 % มูลค่ารวมเกือบ 1,300 ล้านบาทนั้น มียอดขายแล้ว 80 % ตั้งเป้าปิดการขายภายในไตรมาส ปีนี้ โดยมีบริษัท เวลา เรียล เอสเตท จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเอเจ้นท์ซี่ช่วยวางแผนงานด้านการตลาดและการขาย

พร้อมกันนี้นายเฉลิมพล ยังกล่าวให้ความเห็นว่า การแพร่ระบาดโควิด-19 มีผลกระทบต่อตลาดรวมที่อยู่อาศัยในพัทยา เป็นตลาดที่พึ่งลูกค้าต่างชาติ หากใครทำโปรดักส์ที่เจาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติกระทบแน่นอน แต่ยังมีคนไทยค่อนข้างมากที่ต้องการซื้ออสังหาฯในพัทยาเพื่อเป็นบ้านหลังที่สอง หรือต้องการอยู่อาศัยจริง ซึ่งทางกลุ่มเอปัสฯ เน้นการทำโปรดักส์ที่สร้างจุดเด่นในเรื่องทำเลที่ตั้งเพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้ด้วย

“การทำโปรดักส์จะต้องมีความแม่นยำ จะทำเป็นแมสเหมือนอดีตไม่ได้ ต้องมองหน้าคนซื้อให้ออก ซึ่งผมยังเชื่อมั่นว่าศักยภาพของชลบุรีซึ่งเป็นหนึ่งในจังหวัดที่อยู่ในแผนพัฒนา EEC  ที่รัฐบาลได้ทุ่มเม็ดเงินลงทุน โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินเมื่อสร้างเสร็จ และเมืองพัทยาเป็นจุดหนึ่งที่มีสถานีรถไฟความเร็วสูงจอดให้บริการ ปัจจัยบวกเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวและอสังหาฯเติบโตต่อเนื่อง” นายเฉลิมพล กล่าว

ด้านนางสาวชลธิชา เสนารีย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวลา เรียล เอสเตท จำกัด ดำเนินธุรกิจเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดและการขายอสังหาริมทรัพย์ กล่าวให้ความเห็นว่า แม้ในช่วง ปีที่ผ่านมาภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั่วทั้งประเทศซึ่งก็รวมถึงจังหวัดชลบุรีอยู่ในภาวะชลอตัวลง แต่อย่างไรก็ตามบริษัทฯยังมีความมั่นใจว่าตลาดอสังหาฯ โซนพัทยา ชลบุรีจะไม่หยุดการเติบโต สะท้อนภาพได้จากยอดลูกค้าที่ซื้อคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จพร้อมอยู่นั้นยังมีอย่างต่อเนื่อง สัญญาณนี้ดีขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับยังมีโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อีกหลายโครงการที่รอจังหวะเปิดตัวและอยู่ระหว่างยื่นขอ EIA (Environmental Impact Assessment) เป็นโครงการของทั้งผู้ประกอบการอสังหาฯใหญ่จากท้องถิ่น และอสังหาฯรายใหญ่จากส่วนกลางกรุงเทพฯ

ด้วยเพราะมองเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของทั้งตลาดผู้บริโภคและการลงทุนเปิดโครงการใหม่ในอนาคต ทำให้บริษัทฯวางแผนงานธุรกิจยาว ปี คือขยายขอบข่ายการบริการให้ครบวงจรมากยิ่งขึ้นในลักษณะธุรกิจแบบ B2 พร้อมกับการเพิ่มจำนวนลูกค้าโครงการที่เข้าไปรับเป็นที่ปรึกษาการลงทุน บริการการขายและการตลาดเพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างพูดคุยหลายราย จากปัจจุบันโครงการที่รับบริหารงานขายและการตลาดหลักๆ จะเป็นของกลุ่มบริษัทคัลเลอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ และเอปัส ดีเวลลอปเม้นท์ อาทิ  โครงการอารมณ์ วงศ์อมาตย์  (AROM WONGAMAT) โครงการแอนโดรเมดา (ANDROMEA) รวมทั้งโครงการ อารมณ์ จอมเทียน คอนโดมิเนียมลักชัวรี่ที่จะกำลังเปิดตัวในไตรมาส ของปีนี้ เป็นต้น

ทั้งนี้ สำหรับ โครงการ “แอนโดรเมดา” เป็นโครงการคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จสมบูรณ์ 100 % ตั้งแต่ไตรมาส ปี 2562 ตั้งอยู่ ซ.เกษตรสิน 11 บนเนื้อที่ 1-2-83.6 ไร่ ( 683.6 ตารางวา) พัฒนาเป็นอาคารสูง 36 ชั้น อาคาร มีจำนวนห้องพักอยู่อาศัยทั้งสิ้น 216 ยูนิต ห้องชุดเริ่มต้น 1–2 ห้องนอน ขนาดพื้นที่ 28-75 ตร.ม.รวมมูลค่าเกือบ 1,300 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 80% โดยลูกค้าที่ซื้อนั้นมีทั้งชาวต่างชาติและลูกค้าคนไทยในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ โครงการมีห้องพักอาศัยทั้งหมด แบบให้เลือกในราคาขายเริ่มต้น 1.5 แสนบาทต่อตร.ม. หรือ ราคาเริ่มต้น 3.59 ล้านบาทต่อยูนิต ( ณ กุมภาพันธ์ 2565) ดังนี้

·        แบบ studio type A ขนาดพื้นที่ใช้สอย 28,29 ตร.ม.จำนวน 64 ยูนิต คิดเป็น 30%

·        แบบ one bedroom type B ขนาดพื้นที่ใช้สอย 33,34 ตร.ม.จำนวน 66 ยูนิต คิดเป็น 30%

·        แบบ one bedroom type C ขนาดพื้นที่ใช้สอย 54 ตร.ม.จำนวน 22 ยูนิต คิดเป็น 10%

·        แบบ two bedroom type D ขนาดพื้นที่ใช้สอย 60 ตร.ม.จำนวน 32 ยูนิต คิดเป็น 10%

·        แบบ two bedroom type E ขนาดพื้นที่ใช้สอย 72 ตร.ม.จำนวน 22 ยูนิต คิดเป็น 15%

·        แบบ two bedroom type F ขนาดพื้นที่ใช้สอย 75 ตร.ม.จำนวน 10 ยูนิต คิดเป็น 5%

นอกจากนี้ยังเพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อาทิ ลิฟต์โดยสาร, สิฟต์ขนของ, Sky lounge, Infinity egde sky pool, Fitness center, Libary room, Meetingroom, Jaguzzi & hydrotherapy, Panoramic Spa Pool, Freespace garden, Play room, Entertainment room, Steam & sauna room, Landscaped gardens, Proximity card access, Motion sensor lighting รวมถึงระบบรักษาความปลอดภัย (Full Security system) ตลอด 24 ชั่วโมงทั้ง  CCTV, Access control,  Alarm system และ Door lock system เป็นต้น 

 “จำนวนหน่วยที่เหลือขายราวๆ 20% สุดท้ายส่วนใหญ่จะเป็นห้องที่มีขนาด 32 และ 52 ตารางเมตรและเป็นห้องที่เห็นวิวทะเลแบบ 270˚ เราและบริษัทเจ้าของโครงการวางแผนการทำการตลาดที่เข้มข้นมาก เพื่อจะทำการปิดการขายให้หมดเร็วที่สุด ซึ่งบอกได้เลยว่าตลาดอสังหาฯ ช่วงนี้เป็นตลาดของผู้ซื้อจริงๆ” นางสาวชลธิชา กล่าวในตอนท้าย