ศุภาลัยประเมินภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2569 ยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัว จากภาวะสงคราม และอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแข่งขันด้านราคามากขึ้น ขณะที่จำนวนโครงการเปิดใหม่ทั้งตลาดลดลงต่อเนื่อง และมีแนวโน้มต่ำที่สุดในรอบกว่า 20 ปี
นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้ภาพรวมตลาดยังมีความท้าทาย แต่สำหรับผู้บริโภคที่มีศักยภาพในการซื้อกลับถือเป็นจังหวะที่เหมาะสม เนื่องจากผู้ประกอบการยังแข่งขันด้านราคา ขณะที่โครงการสร้างเสร็จพร้อมอยู่ยังสะท้อนต้นทุนก่อสร้างเดิม ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนของโครงการที่จะเปิดขายในอนาคต หลังต้นทุนก่อสร้างปรับเพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 5-6% จากผลกระทบของสถานการณ์โลก และแม้สถานการณ์จะคลี่คลาย ต้นทุนก็ไม่น่าจะกลับไปอยู่ในระดับเดิม
ด้านตลาดคอนโดมิเนียมนายไตรเตชะแสดงความคิดเห็นว่าได้ผ่านช่วงภาวะอุปทานล้นตลาด (Oversupply) ไปแล้ว โดยในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ยอดโอนกรรมสิทธิ์สูงกว่ายอดเปิดตัวโครงการใหม่ถึง 5 ปี ส่งผลให้ปัจจุบันอุปทานเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล โดยเฉพาะตลาดระดับกลางและระดับกลาง-ล่างที่เริ่มมีสินค้าจำกัด ขณะที่โครงการใหม่ระดับราคา 70,000-90,000 บาทต่อตารางเมตรยังได้รับการตอบรับที่ดี สะท้อนว่าความต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) ยังคงแข็งแกร่ง
อีกปัจจัยที่สนับสนุนตลาดคือการเปิดตัวโครงการใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากข้อจำกัดด้านการซื้อที่ดิน การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และจำนวนโครงการที่ยื่นขออนุมัติรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่ลดลงอย่างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า อุปทานคอนโดใหม่มีแนวโน้มลดลงมากกว่าปัจจุบัน
นายไตรเตชะ กล่าวอีกว่า หลังสถานการณ์โควิด-19 พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยผู้ซื้อให้ความสำคัญกับคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จพร้อมอยู่ (Ready to Move) มากขึ้น เพราะสามารถเห็นห้องจริง วิวจริง และคุณภาพการก่อสร้างก่อนตัดสินใจซื้อ ลดความกังวลเรื่องความเสี่ยงของโครงการที่ยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง
ขณะเดียวกัน ความกังวลเรื่องการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญ ผู้ซื้อจำนวนมากเลือกตัดสินใจเมื่อสามารถตรวจสอบผลการอนุมัติสินเชื่อจากธนาคารได้ก่อน ทำให้การซื้อคอนโดพร้อมอยู่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอีกปัจจัยที่สนับสนุนตลาดคอนโด Ready to Move คืออัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยซึ่งอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ผู้ซื้อสามารถล็อกต้นทุนทางการเงินได้ทันทีเมื่อโอนกรรมสิทธิ์ ส่งผลให้ภาระผ่อนชำระรายเดือนลดลง นอกจากนี้ คอนโดที่สร้างเสร็จในปัจจุบันยังเป็นสินค้าที่ใช้ต้นทุนก่อสร้างเดิม จึงมีความได้เปรียบด้านราคาเมื่อเทียบกับโครงการใหม่ที่จะเปิดตัวในอนาคต
จากแนวโน้มดังกล่าว ศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ (Supalai PARC Ekkamai–Pattanakarn) คอนโดสร้างเสร็จพร้อมอยู่ของศุภาลัยบนพื้นที่กว่า 13 ไร่ ย่านพัฒนาการ มูลค่าโครงการ 4,600 ล้านบาท จำนวนห้องชุดพักอาศัย 1,607 ยูนิต พื้นที่ใช้สอย 34-100ตารางเมตร ในราคาเริ่มต้น 2.09 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 72,000 บาทต่อตารางเมตร จึงกลายเป็นหนึ่งในโครงการที่ได้รับอานิสงส์จากกระแส Ready to Move โดยศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ มียอดขายในช่วงเปิดตัว 700-800 ล้านบาท และมียอดขายตือเนื่องเฉลี่ยสูงถึง 55 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของบริษัทสำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ปัจจุบันสร้างเสร็จพร้อมอยู่และเริ่มทยอยส่งมอบห้องชุดให้ลูกค้าตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยมียอดขายแล้วกว่า 54% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,700 ล้านบาท
“แม้ตลาดคอนโดจะชะลอตัวในช่วงเกิดเหตุแผ่นดินไหว แต่หลังโครงการสร้างเสร็จพร้อมอยู่ ยอดขายกลับฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยในช่วง 45 วันที่ผ่านมา ศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการสามารถสร้างยอดขายได้เกือบ 160 ล้านบาท” นายไตรเตชะกล่าว
สำหรับจุดเด่นของโครงการศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ คือทำเลบนถนนพัฒนาการ ซึ่งเชื่อมต่อเอกมัย–ทองหล่อได้สะดวก ใกล้ทางด่วนและระบบขนส่งมวลชน โดยมีราคาขายเฉลี่ยไม่ถึง 75,000 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับทำเลและโครงการในย่านเอกมัย–ทองหล่อที่มีราคาสูงกว่าหลายเท่า ขณะที่ห้องชุดของโครงการมีขนาดใหญ่กว่าค่าเฉลี่ยตลาด ทั้งแบบ 1 Bedroom ขนาด 34-35.5 ตารางเมตร และ 1 Bedroom Plus ขนาด 40-46 ตารางเมตร ทำให้ตอบโจทย์การอยู่อาศัยระยะยาวในฐานะ “บ้านหลังแรก” ได้มากกว่าคอนโดทั่วไป นอกจากนี้ยังมีพื้นที่สีเขียวกว่า 4.5 ไร่ และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้ง Olympic Pool, Full Fitness, Workshop Studio, Game Zone, Sky Lounge, สนามบาสเกตบอล รวมถึงบริการ Drop Store, Food Drop, Shuttle Service เชื่อม Airport Rail Link สถานีรามคำแหง และ Private Storage สำหรับบางยูนิต




