เอพี ไทยแลนด์ ระบุปี 64 โควิดทุบเศรษฐกิจน่วม แต่ 5 บิ๊กอสังหาฯ ยังโตได้ เผยบริษัทโกยยอดโอนกรรมสิทธิ์อสังหาฯ มากสุดในตลาด 40,000 ล้านบาท ชี้ปี 65 สถานการณ์ยังท้าทาย กางแผนเตรียมผุด 65 โครงการใหม่ มากที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทและมากที่สุดในตลาด วางกลยุทธ์รักษาแชมป์ตลาดบ้านเดี่ยว พร้อมเดินหน้าขยายเซกเมนต์สินค้า เจาะตลาดใหม่ ในทำเลใหม่ วางเป้ายอดขายปีนี้ 50,000 ล้านบาท
นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับภาวะซบเซา และส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคในหลายๆ เซกเตอร์ แต่สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์พบว่าความต้องการซื้อและเช่ายังมีอยู่ ขณะที่ส่วนแบ่งการตลาดมีน้อยลง เพราะฉะนั้นการแข่งขันในตลาดจึงสูงขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการของ 5 บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทยก็ยังคงมีการเติบโตในอัตราที่เป็นบวก เนื่องจากจากการมีแบรนด์สินค้าที่เป็นที่รู้จักและน่าเชื่อถือ มีสินค้าที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และมีฐานะทางการเงินที่มั่นคง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเอพี ไทยแลนด์
สำหรับเอพี ไทยแลนด์ ในปี 2564 มีการเปิดตัวโครงการใหม่ 19 โครงการ มูลค่า 22,540 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 90% และคอนโดมิเนียม 10% โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถปิดการขายจำนวน 20 โครงการ มียอดขายรวม 35,050 ล้านบาท เติบโตขึ้น 10.7% จากปี 2563 และมีสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนต่ำลงอย่างต่อเนื่อง โดย ณ สิ้นปี 2564 บริษัทมีสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนที่ต่ำเพียง 0.58 เท่า ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2564 บริษัทจะมียอดโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์มากที่สุดในตลาดประมาณ 40,000 ล้านบาท
นายวิทการ กล่าวอีกว่า ปี 2565 เป็นปีที่ยังคงมีความท้าทาย ทั้งในเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจและการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ในปี 2565 จะเป็นปีที่เอพี ไทยแลนด์มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่โครงการใหม่ที่มากที่สุดตั้งแต่เคยดำเนินธุรกิจมา และสูงที่สุดในอุตสาหกรรม โดยมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 65 โครงการ มูลค่ากว่า 78,000 ล้านบาท ซึ่งจะยังคงกลยุทธ์เสริมสร้างความแข็งแกร่งในการเป็นผู้นำบ้านระดับราคา 5-6 ล้านบาทขึ้นไปให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ขณะที่จะมีการเจาะตลาดในเซกเมนต์ที่ยังไม่เคยเข้าไป ทั้งการขยายพื้นที่การพัฒนาโครงการแนวราบออกไปในพื้นที่ปริมณฑล อาทิ ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร ซึ่งบริษัทมีที่ดินพร้อมพัฒนา พร้อมกับการพัฒนาแบรนด์สินค้าและสินค้าใหม่ๆ ที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่ง 65 โครงการใหม่ แบ่งเป็นทาวน์โฮม 29 โครงการ มูลค่า 25,200 ล้านบาท บ้านเดี่ยวจำนวน 26 โครงการ มูลค่า 35,600 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 5 โครงการ มูลค่า 13,000 ล้านบาท และโครงการในต่างจังหวัด 5 โครงการ มูลค่า 4,200 ล้านบาท ส่งผลให้ทั้งปีเอพีจะมีโครงการพร้อมขายทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดกว่า 182 โครงการ มูลค่ากว่า 149,000 ล้านบาท โดยบริษัทได้ตั้งเป้ายอดขายในปี 2565 ที่ 50,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 42.7% จากปี 2564 ขณะที่วางเป้ายอดโอนกรรมสิทธิ์ 47,000 ล้านบาท และเป้ารายได้รวม 100% JV ที่ 47,000 ล้านบาท

“การเปิดตัวโครงการใหม่ในปริมาณที่มากขนาดนี้ ถ้าระบบหลังบ้านไม่พร้อมก็ยากที่จะเป็นจริงได้ ซึ่งตลอด 2 ปีของการเผชิญวิกฤตได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพของทีมเอพี ซึ่งเป็นผลมาจากการจัดโครงสร้างองค์กรภายในให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว โดยคีย์สำคัญคือการให้อำนาจการตัดสินใจแก่คนที่เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ และปีนี้เราพร้อมก้าวข้อจำกัดไปอีกขั้น ด้วยแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ที่มากขึ้นกว่าที่ผ่านมาหลายเท่า ซึ่งนอกจากจะเป็นการเปิดใหม่เพิ่มทดแทนโครงการเก่าที่ปิดการขายไปจำนวนมากนั้น ยังเป็นการสร้างความได้เปรียบที่มากขึ้น ด้วยการขยายสินค้าไปยังตลาดใหม่ๆ อีกด้วย” นายวิทการ กล่าว
ทั้งนี้ ในปี 2565 บริษัทจะบุกตลาดทาวน์เฮาส์มากขึ้นโดยมาพร้อมยอดขายที่จะเติบโตขึ้น 40% และยอดโอนกรรมสิทธิ์เติบโตขึ้น 30% กับแบบบ้านใหม่ 20 สไตล์ ในระดับราคาตั้งแต่ 1.89-20 ล้านบาท พร้อมบุกตลาดทาวน์โฮม 2 ชั้น ในเขตปริมณฑล ด้วยแบรนด์ใหม่ Pleno Town ในระดับราคาเริ่มต้น 1.89 ล้านบาท

นอกจากนั้น ยังเตรียมกินแชร์ตลาดบ้านแฝด 3 ชั้นและ 2 ชั้นเพิ่มขึ้น ชูจุดขายด้วยบ้านหน้ากว้างสูงสุด 11 เมตร แบรนด์บ้านกลางเมือง The Edition และแกรนด์ พลีโน่
สำหรับในส่วนของบ้านเดี่ยว ซึ่งบริษัทมีส่วนแบ่งตลาดมากสุดเป็นอันดับ 1 ด้วยจำนวนยูนิตที่ขายได้มากสุดในตลาดบ้านเดี่ยวในเมืองและปริมณฑล (รอบปี 2558 – ครึ่งแรกปี 2564) ในปี 2565 บริษัทก็จะมีการขยายตลาดให้ใหญ่ยิ่งขึ้น โดยการลงไปจับตลาดบ้านเดี่ยวราคา 3-5 ล้านบาท และพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ภายใต้ชื่อแบรนด์ใหม่ เจาะกลุ่มที่เข้าสู่วัยทำงานในช่วงเริ่มต้น Gen M และคนรุ่นใหม่ Gen Z กับแบบบ้านดีไซน์ใหม่ ในทำเลปริมณฑล
ในด้านคอนโดมิเนียม ปี 2565 จะเป็นปีที่ตลาดนี้มีการฟื้นตัว โดยเป็นตลาดที่ยังมีความต้องการ ขณะตลาดก็มีการแข่งขันสูง โดยในปีนี้บริษัทจะมีการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียม 3 โครงการ และเปิดโครงการใหม่ 5 โครงการ นำร่องด้วยแบรนด์ Aspire คอนโดมิเนียม Low Rise 2 โครงการ พร้อมโมเดลใหม่ในการก่อสร้างและการรับรู้รายได้ที่เร็วขึ้น โดยจะมีการเปิดตัวในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2565 และจะสามารถรับรู้รายได้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566
“ตลาดคอนโดฯ ถือว่าได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว แต่ยังคงต้องดูในปีหน้าว่าจะกลับมาเติบโตมากน้อยเพียงใด แต่เชื่อว่าปี 65 เราจะเริ่มเห็นบางเซกเมนต์ที่ดีขึ้น อย่างเซกเมนต์กลางถึงกลางล่าง และถ้ากิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับสู่ภาวะปกติ การจราจรกลับมาติดขัดเหมือนเดิม น่าเป็นโอกาสที่ดีต่อตลาดคอนโดฯ แน่นอนว่า บทเรียนที่เราเรียนรู้มาตลอด 2 ปีของการแพร่ระบาดของโควิด-19 วิธีการทุกอย่างที่เราเคยทำและเรียนรู้ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วทั้งสิ้น เรายังคงต้องเผชิญอยู่กับความท้าทายใหม่ๆ โรคระบาดยังคงอยู่กับเราอย่างเลี่ยงไม่ได้ คาดว่าครึ่งปีแรกของปี 65 น่าจะยังคงไม่ต่างจากปีนี้ แต่เชื่อว่าช่วงครึ่งปีหลังปี 65 ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามที่หวัง โลกรับมือกับโอมิครอนได้ดีขึ้น ยารักษาผลิตออกมาใช้งานได้จริง ก็เชื่อว่าเศรษฐกิจทั่วโลกน่าจะดีขึ้นเป็นลำดับ” นายวิทการ กล่าวทิ้งท้าย



