กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ประกาศความสำเร็จหลักสูตร “Green Transformation for SME รุ่นที่ 1” พร้อมมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ประกอบการที่ผ่านการอบรม หลังผลักดันผู้ประกอบการไทยจำนวน 30 องค์กร จากหลากหลายอุตสาหกรรมให้สามารถประยุกต์ใช้นวัตกรรมสีเขียว (Green Innovation) และพัฒนาแผนปฏิบัติการด้านความยั่งยืน (Green Action Plan) ที่นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ภายในงานยังมีเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้ม Green Transformation และ ESG สำหรับเอสเอ็มอีไทย โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญและผู้นำด้านธุรกิจสีเขียวร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และแนวทางการปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทการแข่งขันในอนาคต
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า ปัจจุบันประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์องค์กรอีกต่อไป แต่กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันทางธุรกิจและการค้าระหว่างประเทศ ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมทั่วโลก เนื่องจากเอสเอ็มอีถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แต่ผู้ประกอบการจำนวนมากยังเผชิญกับข้อจำกัดทั้งด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการเข้าถึงเงินทุน ดังนั้น NIA ในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมแห่งชาติเพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน จึงตั้งใจออกแบบหลักสูตร Green Transformation for SME ขึ้น เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมให้ผู้ประกอบการก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านั้น โดยมุ่งเน้นกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการที่ปฏิบัติได้จริงและวัดผลได้ เหมาะสมกับโครงสร้างธุรกิจ กำลังคน และกระบวนการทำงานของเอสเอ็มอีไทย
หลักสูตรการอบรมในครั้งนี้มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าร่วมเรียนรู้และพัฒนาแนวทางธุรกิจรวมทั้งสิ้น 30 องค์กรจากหลากหลายประเภทอุตสาหกรรม ตลอดระยะเวลาของโครงการผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ตั้งแต่การปูพื้นฐานผ่านระบบ NIA MOOCs ออนไลน์ การอบรมเชิงลึก (Intensive Training) และการศึกษาดูงาน (Site Visit) ส่งผลให้ผู้เข้าร่วมสามารถออกแบบแผนปฏิบัติการด้านความยั่งยืนที่ประกอบไปด้วย 4 มิติสำคัญ ได้แก่ 1. การจัดการพลังงานและทรัพยากร 2. การลดก๊าซเรือนกระจก 3. การจัดการขยะอย่างเป็นระบบ และ 4. การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ หนึ่งในกิจกรรมสำคัญของหลักสูตรคือ “Green Action Plan Final Presentation” ซึ่งเปิดเวทีให้ผู้ประกอบการได้นำเสนอแนวทางการดำเนินธุรกิจที่สะท้อนการประยุกต์ใช้แนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมและนวัตกรรม โดยมีการคัดเลือก 7 องค์กรที่มีผลงานโดดเด่น และมีศักยภาพในการต่อยอดสู่การสร้างผลกระทบเชิงบวกในระดับอุตสาหกรรมได้จริงในอนาคต ประกอบด้วย 1. บริษัท เคเอ็นเอ็น ไดนามิค ทรานสปอร์ต จำกัด: ผู้ประกอบธุรกิจด้านโลจิสติกส์และขนส่งสินค้า ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่มุ่งพัฒนาแนวทางการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับแนวคิดด้านความยั่งยืนและประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อม 2. บริษัท เมลโม่ อีวี ลอนโมเว่อร์ ไทย สมบูรณ์ จำกัด: ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มรถตัดหญ้าไฟฟ้าอัตโนมัติภายใต้เทคโนโลยี MELMO ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าร้อยละ 100 ร่วมกับระบบ RTK GPS และ 5G เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้สารเคมี และพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลด้าน ESG และ Carbon Reduction สำหรับองค์กร 3). บริษัท โคโค่คัลต์ทล์ จำกัด: ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การลดของเสียในกระบวนการผลิต และการสร้าง Supply Chain ร่วมกับเกษตรกรอย่างยั่งยืน 4. บริษัท ซี.อี.บี. เทรดดิ้ง จำกัด: ผู้ดำเนินธุรกิจไม้แปรรูปที่มุ่งพัฒนา Supply Chain ร่วมกับเกษตรกรไทย ผ่านแนวคิด Traceability และ Circular Economy เพื่อลดการสูญเสียทรัพยากร สร้าง Near Zero Waste Ecosystem และยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไม้ไทยสู่ความโปร่งใสในระดับสากล 5. บริษัท แกรนดี้ อินเตอร์เทรด จำกัด: ผู้ผลิตยูนิฟอร์มที่พัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัสดุรีไซเคิล ทั้งจากขวด PET เศษผ้าอุตสาหกรรม และวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร พร้อมได้รับการรับรองด้าน Carbon Footprint Product, Carbon Reduction และ Circular Economy รวมถึงรางวัล Thailand Textile Tag Climate Initiation Award 2025 และการรับรอง Green Industry Level 2 6. บริษัท ไมโครกรีนเทค จำกัด: ผู้พัฒนา “Integrated Green Infrastructure Platform” ที่เชื่อมโยงระบบจัดการขยะ การลดคาร์บอน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ผ่านเทคโนโลยี RVM ระบบรับซื้อน้ำมันพืชใช้แล้ว และแพลตฟอร์ม Micro Carbon X เพื่อสนับสนุนการจัดเก็บข้อมูล ESG และ Carbon Reporting อย่างโปร่งใส และ 7. บริษัท กะรัต เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด: ผู้พัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตที่มุ่งลด Carbon Footprint ในห่วงโซ่การผลิต พร้อมผลักดันสินค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้าน Sustainable Product และ LEED Certification รวมถึงมีเป้าหมายในการดำเนินการ Carbon Footprint for Organization (CFO) และ Carbon Footprint Product (CFP) ในอนาคต
“จากความสำเร็จของหลักสูตร Green Transformation for SME รุ่นที่ 1 สะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียวไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืนของผู้ประกอบการไทยในอนาคต” ดร.กริชผกา กล่าวสรุป
ด้านนายปริวรรต วงษ์สำราญ รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม NIA กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการได้รับจากหลักสูตรนี้ไม่ใช่เพียงองค์ความรู้เชิงทฤษฎี แต่คือแนวทางปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้จริงเพื่อยกระดับธุรกิจ เพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว และสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจด้านความยั่งยืนที่จะนำไปสู่โอกาสใหม่ทางธุรกิจในอนาคต ความสำเร็จในวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น โดย NIA ยังคงมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาและประยุกต์ใช้นวัตกรรมสีเขียวอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การเริ่มต้นของเอสเอ็มอีทั้ง 30 องค์กรในวันนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันเฉพาะตัว แต่ยังเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมาย “ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)” และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ได้อย่างยั่งยืน ตามหมุดหมายระดับสากล เพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถเติบโตและพร้อมยืนหยัดอย่างสง่างามในเวทีการค้าโลกต่อไป



