ศุภาลัยเผยภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันเป็นหนึ่งช่วงเวลาที่ท้าทาย ตลาดอสังหาฯ ยอดซื้อ-ขายในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลต่ำสุดในรอบ 20 ปี แต่ทุกวิกฤตยังมีโอกาสสำหรับผู้ประกอบการที่เข้าใจจุดแข็งของตนเอง พร้อมย้ำ “สภาพคล่อง” คือหัวใจสำคัญของการบริหารธุรกิจ ยันปีนี้บริษัทคงเป้าตามแผนเดิม ทั้งการเปิดตัวโครงการใหม่ ยอดขาย และยอดโอนกรรมสิทธิ์

บนเวทีเสวนา Trends 2026-2027 : Business” ภายในงาน Creative Talk Conference 2026 (CTC 2026) นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมถ่ายทอดมุมมองการบริหารธุรกิจว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุด โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มียอดซื้อขายในกรุงเทพฯ และปริมณฑลต่ำที่สุดในรอบกว่า 20 ปี อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของวิกฤตไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกธุรกิจในระดับเดียวกัน และแม้ตลาดโดยรวมจะชะลอตัว แต่ยังคงมีโอกาสสำหรับผู้ประกอบการที่เข้าใจสถานการณ์และรู้จักใช้จุดแข็งของตนเองให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ทุกวิกฤตมีโอกาสเสมอ สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน มีจุดแข็งอะไร และพร้อมจะเก็บเกี่ยวโอกาสเหล่านั้นหรือไม่ โดยในช่วงเวลานี้ “สภาพคล่อง” คือหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ เพราะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในทุกมิติ ขณะเดียวกันองค์กรต้องรักษาคุณภาพของสินค้าและบริการไว้ให้ได้ แม้จะอยู่ในช่วงที่การแข่งขันด้านราคาเข้มข้นขึ้นก็ตาม  เนื่องจากคุณภาพเป็นรากฐานสำคัญของความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อองค์กร และเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

นอกจากนี้ช่วงเวลานี้ก็ยังเป็นช่วงเวลาสำคัญที่องค์กรควรใช้ในการพัฒนาคน ปรับปรุงกระบวนการทำงาน และเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคต เมื่อโอกาสกลับมา องค์กรที่เตรียมตัวไว้ดีย่อมสามารถก้าวไปข้างหน้าได้เร็วกว่าคู่แข่ง

สำหรับโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ การวางแผนธุรกิจจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจในอุตสาหกรรม จุดแข็งขององค์กร และการมองหาโอกาสใหม่อยู่เสมอ เปรียบเสมือนการแข่งขันฟุตบอลที่ไม่สามารถตั้งรับได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเตรียมจังหวะในการเปลี่ยนเกมและสร้างโอกาสในการทำประตู “การตั้งรับอย่างเดียวอาจทำให้เราไม่แพ้ แต่ถ้าอยากชนะ เราต้องหาจุดเปลี่ยน สร้างโอกาส และเตรียมพร้อมคว้ามันให้ได้”

นายไตรเตชะ ยังได้ให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวเพิ่มเติมอีกว่าภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยังคงอยู่ในภาวะที่ท้าทาย แม้ยอดขายและยอดโอนกรรมสิทธิ์จะชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า แต่สถานการณ์ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ และไม่ได้รุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายกังวลในช่วงแรกของการเกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและสถานการณ์สงครามในต่างประเทศ

ทั้งนี้ การเปิดตัวโครงการใหม่ของผู้ประกอบการในปีนี้มีแนวโน้มลดลงจากปีก่อน ซึ่งเดิมก็ถือว่าอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว ขณะที่ต้นทุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยได้รับผลกระทบบ้างจากราคาพลังงานและต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันต้นทุนเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น ทำให้ยังไม่ส่งผลต่อราคาขายบ้านและคอนโดมิเนียมในระดับที่รุนแรง

“โครงการที่สร้างเสร็จพร้อมโอนในปัจจุบันยังใช้ต้นทุนเดิม จึงถือเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับผู้บริโภค เพราะยังสามารถซื้อที่อยู่อาศัยในราคาที่สะท้อนต้นทุนเดิมได้ ขณะที่โครงการใหม่ในอนาคตอาจต้องมีการปรับราคาเพิ่มขึ้นตามต้นทุนที่สูงขึ้น” นายไตรเตชะกล่าว

สำหรับโครงการใหม่ที่กำลังจะพัฒนาในอนาคต บริษัทประเมินว่าต้นทุนก่อสร้างบ้านอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 5-6% แต่เมื่อคำนึงถึงต้นทุนที่ดินซึ่งยังไม่ได้ปรับเพิ่มในสัดส่วนเดียวกัน ราคาขายอาจต้องปรับขึ้นเพียง 2-3% เท่านั้น

ในด้านการลงทุน บริษัทเดินหน้าหาซื้อที่ดินอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งงบประมาณจัดซื้อที่ดินในปีนี้ไว้ที่ 8,000 ล้านบาท เนื่องจากมองเห็นโอกาสจากภาวะตลาดที่ดินที่เริ่มมีเจ้าของที่ดินบางส่วนทยอยนำที่ดินออกมาขายมากขึ้น หลังจากต้องรับภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในอัตราเต็มจำนวนต่อเนื่องมาระยะหนึ่ง

“เราอยากซื้อที่ดินมาโดยตลอด แต่เริ่มเห็นโอกาสชัดขึ้นตั้งแต่ครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา หลังจากเจ้าของที่ดินต้องรับภาระภาษีเต็มจำนวน ทำให้มีที่ดินออกสู่ตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะแปลงขนาดใหญ่ในทำเลเมืองที่มีต้นทุนการถือครองสูง” นายไตรเตชะกล่าว

สำหรับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน พบว่ากำลังซื้อส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเรียลดีมานด์ หรือผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ขณะที่กลุ่มนักลงทุนลดบทบาทลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและผลตอบแทนการลงทุนที่ไม่จูงใจเหมือนในอดีต

นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น โดยเลือกซื้อบ้านที่มีขนาดเหมาะสมกับกำลังซื้อแทนการเลือกบ้านขนาดใหญ่ ส่งผลให้ตลาดบ้านระดับกลางยังคงมีความต้องการที่ดี ขณะที่ตลาดระดับบนกลับเป็นเซกเมนต์ที่มีการแข่งขันรุนแรงที่สุดในปัจจุบัน

ส่วนตลาดต่างชาติ ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของผู้ซื้อชาวจีน ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของตลาดคอนโดมิเนียมไทย ขณะที่ชาวยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ยังคงมีพฤติกรรมเช่าอสังหาริมทรัพย์มากกว่าการซื้อ

นายไตรเตชะกล่าวอีกว่า ภาพรวมตลาดในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะไม่แตกต่างจากปัจจุบันมากนัก แม้จะยังมีปัจจัยเสี่ยงและความไม่แน่นอนหลายด้าน แต่หากราคาพลังงานเริ่มทรงตัวและความกังวลทางเศรษฐกิจลดลง ก็จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภคได้บางส่วน

สำหรับในส่วนของศุภาลัย ปัจจุบันมีมูลค่ายอดขายรอโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) ประมาณ 14,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะรับรู้รายได้ในปีนี้ราว 7,000 ล้านบาท หรือประมาณครึ่งหนึ่งของยอด Backlog ทั้งหมด พร้อมตั้งเป้ายอดขายปี 2569 ไว้ที่ 30,000 ล้านบาท และเป้ายอดโอนกรรมสิทธิ์ที่ 27,000 ล้าน ขณะเดียวกัน ในปีนี้บริษัทจะยังคงดำเนินการตามแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 28 โครงการ รวมมูลค่า 35,000 ล้านบาท