แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เปิดแผนปี 66 จ่อเปิด 17 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 34,960 ลบ. เน้นโครงการบ้านเดี่ยวเป็นหลัก ชี้ตลาดคอนโดฯ เริ่มฟื้น ชิมลางเปิด 1 โครงการใหม่ พร้อมตั้งเป้ายอดขายปี 66 แตะ 35,000 ล้านบาท เป้ารับรู้รายได้ 33,000 ล้านบาท และเป้ารายได้จากอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า 7,150 ล้านบาท

นายวัชริน กสิณฤกษ์ กรรมการผู้จัดการสายงานปฏิบัติการ โครงการบ้านจัดสรร บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สำหรับภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในรอบ 10 เดือนของปี 2565 จากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) พบว่ามีที่อยู่อาศัยจดทะเบียนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลรวม 53,785 หน่วย เพิ่มขึ้น  5.6% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 โดยในส่วนของทาวน์เฮาส์และอาคารพาณิชย์มีการจดทะเบียน 8,903 หน่วย ลดลง 24.1% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 ขณะที่บ้านเดี่ยวและบ้านแฝด มีการจดทะเบียน 11,973 หน่วย ซึ่งเพิ่มขึ้น 9.6% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 ด้านคอนโดมิเนียม มีการจดทะเบียน 32,909 หน่วย เพิ่มขึ้น 16.3.%จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564

ด้านที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จากข้อมูลของบริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด (AREA) พบว่า ในรอบ 11 เดือนของปี 2565 มีที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่รวม 100,269 หน่วย เพิ่มขึ้น 76.9% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 โดยในส่วนของทาวน์เฮาส์และอาคารพาณิชย์ มีการเปิดขายใหม่ 25,413 หน่วย เพิ่มขึ้น 14.6% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 บ้านเดี่ยวและบ้านแฝดมีการเปิดขายใหม่ 22,855 หน่วย เพิ่มขึ้น 95.2% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 ส่วนคอนโดมิเนียม มีการเปิดขายใหม่ 52,001 หน่วย เพิ่มขึ้น 128.1% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564

“หากพิจารณาตัวเลขจำนวนหน่วยบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดที่สร้างโดยผู้ประกอบการและจดทะเบียนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในช่วงเดือน ม.ค. – ต.ค. 2565 จะเห็นว่าเติบโตประมาณ 10% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 ในขณะที่จำนวนหน่วยที่เปิดขายใหม่ของสินค้าประเภทบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดในช่วงเดือน ม.ค. – พ.ย. 2565 มีจำนวน 22,855 หน่วย ซึ่งเติบโตเกือบเท่าตัวจากช่วงเดียวกันของปี 2564 เนื่องจากฐานที่ต่ำ” นายวัชริน กล่าว

สำหรับในส่วนของบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ในปี 2565 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ประเภทบ้านเดี่ยว ซึ่งเป็นสินค้าหลักของบริษัทยังคงมีความแข็งแรงต่อเนื่อง โดยในปี 2565 บริษัทมีการเปิดโครงการใหม่ 15 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 32,460 ล้านบาท โดยเป็นสินค้าแนวราบทั้งหมด และใช้เงินลงทุนซื้อที่ดินเพื่อการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขาย ประมาณ 4,400 ล้านบาท ทั้งนี้ ในปี 2565 สินค้าประเภทบ้านแนวราบ ซึ่งได้แก่ บ้านเดี่ยว บ้านแฝดและทาวน์เฮ้าส์ ยังคงเป็นสินค้าหลักที่สร้างยอดขายให้กับบริษัทโดยมีสัดส่วน 92% ของยอดขายรวม ขณะที่คอนโดมิเนียมมีสัดส่วนยอดขายอยู่ที่ 8% ของยอดขายรวม โดยยอดขายของบริษัทส่วนใหญ่มาจากโครงการในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ในสัดส่วย 90% ส่วนอีก 10% เป็นยอดขายของโครงการในต่างจังหวัด ขณะที่บ้านที่สูงกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไปมีสัดส่วนประมาณ 54% ของยอดขายรวมของบริษัท

นายวัชริน กล่าวอีกว่า ณ ต้นปี 2566 บริษัทมีจำนวนโครงการที่ดำเนินการทั้งสิ้น 70 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 56,300 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 62 โครงการ มูลค่า 47,983 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 8 โครงการ มูลค่า 8,375 ล้านบาท โดยในปี 2566 บริษัทมีแผนเปิดโครงการใหม่อีก 17 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 34,960 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับการเปิดโครงการใหม่ในปี 2565 โดยแบ่งเป็นโครงการในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล 13 โครงการ และต่างจังหวัด 4 โครงการ  และเป็นโครงการแนวราบ 16 โครงการ มูลค่า 28,460 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 1 โครงการ มูลค่า 6,500 ล้านบาท โดยโครงการใหม่ที่จะเปิดในปีนี้สส่วนใหญ่เป็นโครงการบ้านเดี่ยว ขณะที่ราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยในปี 2566 อยู่ที่ 8.8 ล้านบาท

นายโชคชัย วลิตวรางค์กูร กรรมการผู้จัดการสายงานปฏิบัติการ โครงการอาคารชุด บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงภาพรวมของตลาดคอนโดมิเนียมว่า ในช่วงปี 2562 – 2564 ตลาดคอนโดมิเนียมหดตัวลงอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านความต้องการซื้อและจำนวนหน่วยที่เปิดขายใหม่ อันเป็นผลมาจากมาตรการ LTV ที่บังคับใช้ในช่วงเมษายน 2562 ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การชะลอการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมของผู้ประกอบการในช่วงเวลาดังกล่าวถือว่าเป็นผลดีต่อตลาดโดยรวม เนื่องจากเป็นการช่วยระบายสินค้าคงเหลือที่ค้างอยู่ในตลาด โดยจำนวนหน่วยคงเหลือของคอนโดมิเนียมลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี ในปี 2563 และลดลงต่อเนื่องในปี 2564 สำหรับในปี 2565 เมื่อสถานกาณ์ COVID-19 เริ่มคลี่คลายลง รวมถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเริ่มฟื้นตัว ทิศทางของตลาดคอนโดมิเนียมก็ปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ โดยสะท้อนจากจำนวนหน่วยที่ขายได้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2565 ที่เพิ่มขึ้นถึง 137% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2564 และจำนวนหน่วยจดทะเบียนในช่วงเดือน ม.ค. – ต.ค. 2565 อยู่ที่ 32,909 หน่วย เติบโตประมาณ 16% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 นอกจากนี้ ผู้ประกอบการก็มีความเชื่อมั่นในการเปิดโครงการใหม่ โดยจำนวนหน่วยที่เปิดขายใหม่ในช่วงเดือน ม.ค. – พ.ย. 2565 มีทั้งหมด 52,000 หน่วย เติบโต 128% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564

นายโชคชัย กล่าวอีกว่า แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้นจากปี 2564 แต่ตลาดคอนโดมิเนียมก็ยังมีความเปราะบาง และยังไม่กลับสู่สภาวะปกติอย่างแท้จริง บริษัทจึงยังคงระมัดระวังการเปิดโครงการประเภทคอนโดมิเนียม โดยในปี 2565 บริษัทไม่ได้เปิดโครงการคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ เนื่องจากต้องการระบายสินค้าที่มีอยู่ในมือ อย่างไรก็ตาม ยอดขายคอนโดมิเนียมของบริษัทในปี 2565 เติบโตกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2564

สำหรับปี 2566 คาดว่าตลาดคอนโดมิเนียมจะฟื้นตัวต่อเนื่องจากปี 2565 โดยจะเป็นการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนทั้งจากเศรษฐกิจภายในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น ที่จะช่วยเสริมสร้างดีมานด์ในประเทศให้แข็งแกร่ง รวมถึงดีมานด์จากกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่น่าจะทยอยกลับมาตามการเปิดประเทศ และการเดินทางที่เริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ โดยในปี 2566 บริษัทมีแผนเปิดโครงการคอนโดมิเนียมโครงการใหม่จำนวน 1 โครงการ มูลค่า 6,500 ล้านบาท คือโครงการ The Key ศรีนครินทร์ ซึ่งจะเปิดขายในไตรมาสที่ 3 โดยเป็นการเริ่มเปิดโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ นับตั้งแต่ปี 2563

ด้านนายวิทย์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการสายงานสนับสนุน บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าปี 2565 เป็นปีที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลัง ประกอบกับการกลับมาของนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ปัจจัยดังกล่าวส่งผลดีโดยตรงกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าของบริษัท ทั้งในส่วนโรงแรม อะพาร์ตเมนต์ และห้างสรรพสินค้าทั้งในประเทศไทย และสหรัฐอเมริกา โดยในปี 2565 บริษัทลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าผ่านบริษัท LHMH และ LH USA จำนวน 3,700 ล้านบาท ประกอบด้วย พัฒนาศูนย์การค้า Terminal 21 Rama 3 จำนวน 350 ล้านบาท และพัฒนาธุรกิจโรงแรมและอะพาร์ตเมนต์ จำนวน 3,350 ล้านบาท และในปี 2565 LHMH ได้เปิดดำเนินโครงการใหม่ 2 โครงการ ได้แก่ โรงแรม Grande Centre Point Space Pattaya และศูนย์การค้า Terminal 21 Rama อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่ได้ขายอะพาร์ตเมนต์ในสหรัฐอเมริกาตามแผนที่ตั้งไว้ เนื่องจากสถานการณ์เงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างมาก ทำให้ FED ดำเนินนโยบายขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรง จึงส่งผลให้อัตราผลตอบแทนคาดหวังเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก และส่งผลกระทบต่อมายังราคาขาย

นายวิทย์ กล่าวอีกว่า ในปี 2565 บริษัทได้ออกหุ้นกู้ มูลค่ารวม 13,700 ล้านบาท อายุ 2-3 ปี โดยมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.61% ต่อปี โดย ณ สิ้นปี 2565 คาดว่าหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิ อยู่ที่ประมาณ 51,000 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน 96% และต้นทุนทางการเงินเฉลี่ย 2.24%

ทั้งนี้ ปัจจุบัน LHMH มีโครงการที่ดำเนินการแล้วและอยู่ระหว่างพัฒนาทั้งหมด 11 โครงการ ด้าน LH USA มีโครงการที่ดำเนินการอยู่ทั้งหมด 4 โครงการ โดยบริษัทมีแผนที่จะขายโรงแรมในประเทศไทยเข้ากอง REIT  และมีแผนออกหุ้นกู้อีกจำนวน 14,000 ล้านบาท และคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนจะยังคงอยู่ในระดับที่ไม่เกิน 100%

ทั้งนี้ ในปี 2566 บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ได้เตรียมงบลงทุนไว้ทั้งหมดประมาณ 9,000 ล้านบาท ประกอบด้วยงบสำหรับการซื้อที่ดินเพื่อการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย จำนวน 6,000 ล้านบาท และงบลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่า จำนวน 3,000 ล้านบาท ขณะที่ตั้งเป้าหมายยอดขายเอาไว้ 35,000 ล้านบาท และเป้าหมายการรับรู้รายได้จากยอดโอนกรรมสิทธิ์ 33,000 ล้านบาท ส่วนรายได้จากอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 7,150 ล้านบาท