ไฮเซ่นส์ (Hisense) ประกาศกลยุทธ์การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัทในระยะต่อไป ตอกย้ำความมุ่งมั่นด้านนวัตกรรม การยกระดับการใช้ชีวิตอัจฉริยะ และการสร้างคุณค่าในระยะยาวให้แก่ผู้บริโภค
กลยุทธ์ดังกล่าวได้รับการเปิดตัวภายในงาน Hisense Global Partner Conference 2026 ซึ่งจัดขึ้น ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ก่อนการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ FIFA World Cup 2026™ โดยไฮเซ่นส์ได้เชิญลูกค้าและพันธมิตรจากทั่วโลกมาร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์สำหรับยุค AI
“AI กำลังเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง และพวกเราทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้” Fisher Yu ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ Hisense Group กล่าว “ในยุค AI เราต้องพร้อมก้าวไปกับคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจหยุดยั้งได้ เราจึงยกระดับกลยุทธ์องค์กรผ่าน 5 เสาหลัก ได้แก่ การขยายบทบาทของ AI ครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าของ AI การพัฒนาอุปกรณ์อัจฉริยะให้เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะภายในบ้านผ่านนวัตกรรม AI ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง การเดินหน้ากลยุทธ์การตลาดกีฬาระยะยาวเพื่อเสริมสร้างแบรนด์ระดับโลก การยึดมั่นแนวคิดการให้บริการเป็นอันดับแรกเพื่อยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้งาน และการขับเคลื่อนกลยุทธ์ Glocalization เพื่อสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ลูกค้าและพันธมิตร”
หัวใจสำคัญของกลยุทธ์นี้คือการลงทุนด้าน AI ในระยะยาว โดยไฮเซ่นส์กำลังสร้างระบบนิเวศ AI แบบครบวงจรที่ครอบคลุมตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า “เมื่อมองภาพรวมของธุรกิจไฮเซ่นส์แลัว วิสัยทัศน์ของเราชัดเจน นั่นคือการพลิกโฉมทุกส่วนขององค์กรให้ขับเคลื่อนด้วย AI” Fisher กล่าว พร้อมระบุว่าบริษัทกำลังเร่งการเติบโตในธุรกิจ AI Hub เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานอัจฉริยะ เทคโนโลยีเลเซอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ ควบคู่ไปกับการเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจอุปกรณ์อัจฉริยะซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัท
สำหรับผู้บริโภค กลยุทธ์ดังกล่าวจะนำไปสู่ผลิตภัณฑ์ยุคใหม่ที่พัฒนาไปไกลกว่าอุปกรณ์อัจฉริยะทั่วไป สู่การเป็น Smart Home Companion หรือผู้ช่วยอัจฉริยะภายในบ้าน ที่สามารถรับรู้สภาพแวดล้อม เข้าใจความต้องการของผู้ใช้งาน สื่อสารได้อย่างเป็นธรรมชาติ และดำเนินการต่าง ๆ แทนผู้ใช้งานได้อย่างชาญฉลาด “อุปกรณ์อัจฉริยะทำได้เพียงตอบสนองต่อคำสั่ง แต่ผู้ช่วยอัจฉริยะสามารถเข้าใจผู้ใช้งาน คาดการณ์ความต้องการ และช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้ชีวิตภายในบ้าน ซึ่งนี่คืออนาคตของอุตสาหกรรมของเรา” Fisher กล่าว
วิสัยทัศน์ดังกล่าวได้เริ่มเกิดขึ้นจริงแล้วภายในระบบนิเวศของไฮเซ่นส์ โดยทีวีของไฮเซ่นส์ที่ขับเคลื่อนด้วย V AI OS สามารถเรียนรู้ความชอบและความต้องการของผู้ใช้งาน พร้อมนำเสนอคอนเทนต์ที่เหมาะสมในช่วงเวลาที่เหมาะสมได้อย่างแม่นยำ นอกเหนือจากด้านความบันเทิง แพลตฟอร์ม ConnectLife ยังช่วยให้อุปกรณ์ภายในบ้านสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างชาญฉลาด ทั้งการทำอาหาร การซักผ้า การจัดการคุณภาพอากาศ และการบริหารจัดการพลังงาน เพื่อสร้างประสบการณ์บ้านอัจฉริยะที่สะดวกและเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น
ไฮเซ่นส์ยังคงเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้แบรนด์ระดับโลกผ่านความร่วมมือด้านกีฬาระยะยาว โดยใช้กีฬาซึ่งเป็นภาษาสากลในการเชื่อมโยงกับผู้บริโภคทั่วโลก “เรารู้สึกยินดีที่ได้เห็นพันธมิตรอย่างไฮเซ่นส์ พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี LED รุ่นล่าสุด รวมถึงการสนับสนุนระบบ VAR ในการแข่งขันทุกระดับ” Romy Gai ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจ ของ FIFA กล่าว
ด้าน Haydon Myers ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า บริษัท Harvey Norman Australia กล่าวว่า “Harvey Norman ให้ความสำคัญกับความร่วมมือกับไฮเซ่นส์ เนื่องจากบริษัทเดินหน้าลงทุนในเทคโนโลยี นวัตกรรม และการสร้างแบรนด์ระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ความมุ่งมั่นในการยกระดับแบรนด์สู่ระดับพรีเมียมสะท้อนผ่านการเป็นพันธมิตรกับการแข่งขัน FIFA World Cup ติดต่อกันถึงสามสมัย ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาวที่ช่วยสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้บริโภค พันธมิตรค้าปลีก และอุตสาหกรรมโดยรวม”
การลงทุนระยะยาวของไฮเซ่นส์ในความร่วมมือด้านกีฬาระดับโลกเติบโตควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจในตลาดต่างประเทศ และในขณะที่ AI กำลังพลิกโฉมอุตสาหกรรมทั่วโลก ไฮเซ่นส์จะยังคงผสานนวัตกรรมเทคโนโลยี ความร่วมมือระดับโลก และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง เพื่อร่วมกำหนดยุคใหม่ของการใช้ชีวิตอัจฉริยะ





