พฤกษา วางงบ 3.5 พันล้านบาท ผสานนวัตกรรมดิจิทัลลงทุนธุรกิจใหม่ มุ่งจับเทรนด์อนาคต โชว์โครงสร้างทางการเงินแกร่ง ตั้งเป้ายอดขายอสังหาริมทรัพย์ปี 2565 เพิ่มขึ้น 23% เป็น 31 พันล้านบาท และยอดโอนเพิ่มขึ้น 18% เป็น 33,000 ล้านบาท เล็งผุดธุรกิจสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ขยายบริการธุรกิจด้านสุขภาพ

นายอุเทน โลหชิตพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง (มหาชน) เปิดเผยว่า ธุรกิจหลักของบริษัทในขณะนี้คือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจเฮลท์แคร์ ซึ่งแผนในปี 2565 และต่อไปในอีก 3-5 ปีข้างหน้า บริษัทจะยังมุ่งเน้นสร้างฐานธุรกิจทั้งสองให้เข็มแข็งรวมทั้งหาจุดเชื่อมโยงเพื่อส่งเสริมซึ่งกันและกันให้มากขึ้น

“ในปี 2565 พฤกษาวางกลยุทธ์ 4 ข้อหลักได้แก่ (1) ปรับ Portfolio  มุ่งลดสินค้าคงค้าง และเพิ่มสัดส่วนกลุ่มลูกค้าเรียลดีมานด์บ้านระดับพรีเมียม (2) เสริมแกร่งธุรกิจหลัก ด้วยการจัดสรรที่ดินในมือ 157 ผืน (มูลค่า 15.4 พันล้านบาท) บริหารโครงการที่อยู่อาศัยระหว่างการพัฒนา 145 โครงการ และมียูนิตพร้อมอยู่ที่พร้อมแปลงเป็นรายได้ 2,300 ยูนิต (3) ความร่วมมือ (Synergy) ทั้งกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโรงพยาบาลวิมุตในเครือเองที่จะเปิดให้บริการศูนย์ดูแลผู้ป่วยและผู้สูงวัยในโครงการ และสุดท้ายได้แก่ (4) การสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการนำนวัตกรรมมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล ตามหลัก ESG และการลงทุนใน Corporate Venture Fund โดยวางงบประมาณไว้ 3.5 พันล้านบาท มองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่นอกเหนือจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ตามเทรนด์โลกอนาคต ในรูปแบบต่างๆ ทั้งการลงทุน การร่วมเป็นพันธมิตร (Partnership) และการทำ Outside-in Innovation โดยมุ่งเน้นใน 2 ด้านที่จะมาสนับสนุนธุรกิจหลัก  ได้แก่ (1) PropTech เช่น โซลูชั่นที่มุ่งส่งเสริมการสร้างประสบการณ์ที่ดีของลูกค้า การขายและการตลาดดิจิทัล Smart Home IOT Senior Living / Nursing Home เป็นต้น และ (2) Health Tech มุ่งเน้นแพลตฟอร์มเกี่ยวกับบริการทางการแพทย์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานธุรกิจสุขภาพ (Healthcare Supply Chain) อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดต้องคำนึงถึงการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (Sustainability) โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ได้ลงทุนในบริษัทชั้นนำด้านธุรกิจ Clinical Laboratories, Digital Heath และ Genomic Labs ที่สิงคโปร์ อีกทั้งยังมีการจัด Bootcamp เพื่อคัดเลือกทีม External Venture Building จากทีมที่สมัครเข้ามามากกว่าร้อยทีม และขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้เกี่ยวกับการลงทุนสตาร์ทอัพในต่างประเทศ  คาดว่าจะเริ่มลงทุนในเดือนมีนาคมนี้ และทั้งหมดนี้จะเป็นการต่อห่วงโซ่ธุรกิจของพฤกษา โฮลดิ้ง ให้แข็งแกร่งขึ้นจากความร่วมมือกันระหว่างองค์กรและ Innovation Technology ของบริษัท Startup ได้เป็นอย่างดี”

“พฤกษา โฮลดิ้ง มีความแข็งแกร่งในด้านการเงิน ปัจจุบันมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานกว่า 11.9 พันล้านบาท  โดยมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อทุน ( Net Gearing) อยู่ที่ 0.36x ได้รับอันดับเครดิตองค์กร หรือ ทริสเรทติ้งที่ระดับ A ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต Stable หรือคงที่ และด้วยผลประกอบการในปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทมีมติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2564 ในอัตราหุ้นละ 0.96  บาท โดยจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.31 บาท  จึงคงเหลือจ่ายเงินปันผลในรอบนี้ในอัตราหุ้นละ 0.65  บาท โดยจะนำเสนอขออนุมัติต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในเดือนเมษายน 2565” 

ด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เริ่มต้นให้ข้อมูลเกี่ยวกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภาพรวมว่า “ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2564 ในภาพรวมเติบโตขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปี 2563 โดยตลาดบ้านเดี่ยวมีการเติบโตมากที่สุด 30% ขณะที่ตลาดทาวน์เฮาส์โต 2% และตลาดคอนโดมิเนียมติดลบ 3% ในด้านยอดโอนกรรมสิทธิ์ในภาพรวมติดลบ 12% เมื่อเทียบกับปี 2563 โดยสินค้าที่ได้รับผลกระทบหลักก็คือคอนโดมิเนียมที่มียอดโอนกรรมสิทธิ์ลดลงถึง 24% ขณะที่ยอดโอนกรรมสิทธิ์ทาวน์เฮาส์ติดลดลง 7% ส่วนบ้านเดี่ยวยอดโอนกรรมสิทธิ์เติบโต3% และในด้านยูยิตเหลือขาย ในภาพรวมของตลาดมียูนิตเหลือขาย 211,047 ยูนิต ลดลง 7% จากปี 2563  เนื่องจากดีเวลล็อปเปอร์ต่างเร่งระบายสต็อกสินค้า ยูนิตเหลือขายจึงลดลงทุกกลุ่มสินค้า โดยทาวน์เฮาส์มียูนิตเหลือขายลดลง 4% บ้านเดี่ยวมียูนิตเหลือขายลดลง 11% และคอนโดมิเนียมมียูนิตเหลือขายลดลง  6%

นายปิยะ ยังเปิดเปิดเผยผลประกอบการของพฤกษา โฮลดิ้ง ในปี 2564 ด้วยว่า “บริษัทสร้างยอดขายอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นในทุกประเภทที่อยู่อาศัยทั้ง ทาวน์เฮาส์ บ้านเดี่ยว และคอนโดมิเนียม จากการปรับบิซิเนสโมเดลใหม่ ใช้กลยุทธ์ยึดความต้องการลูกค้าเป็นศูนย์กลาง โดยสามารถทำยอดขายได้ 25.4 พันล้านบาท เติบโต 16% ซึ่งกลุ่มบ้านเดี่ยวเติบโตสูงถึง 23% เมื่อเทียบกับปี 2563 และทำรายได้ 28 พันล้านบาท เปิดโครงการใหม่ตามแผนทั้งสิ้นรวม 31 โครงการ มูลค่า 21.1 พันล้านบาท”

“สำหรับแผนการเปิดโครงการใหม่ปี 2565 พฤกษาเน้นตลาดแนวราบ โดยใช้บิสิเนสโมเดลใหม่ที่เน้นตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าและเลือกเปิดโครงการที่มีศักยภาพสูง โดยรุกกลุ่มเรียลดีมานด์เซ็กเม้นต์รายได้ระดับกลางถึงสูงมากขึ้น วางแผนเปิดโครงการใหม่ทั้งสิ้น 31 โครงการ มูลค่าประมาณ 16.3 พันล้านบาท ประกอบด้วย ทาวน์เฮาส์ 22 โครงการ บ้านเดี่ยว 6 โครงการ และคอนโดมิเนียม 3 โครงการ ตั้งเป้ายอดขายปี 2565 อยู่ที่ 31,000 ล้านบาท (เติบโต 23%) และยอดโอน 33,000 ล้านบาท (เติบโต 18%) โดยจะมีคอนโดมิเนียมอีก 7 โครงการที่จะส่งมอบในปีนี้มูลค่า 2.9 พันล้านบาท เพื่อรองรับเป็นรายได้ในปีนี้  และในช่วง 8 ไตรมาสที่ผ่านมา ด้วยกลยุทธ์ราคาและโปรโมชั่น ทำให้สามารถลดสินค้าคงค้างไปได้ จาก 23.3 พันล้านบาท เหลือเพียง 7.5 พันล้านบาท ทำให้ในไตรมาสแรกนี้ ยังคงจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายต่อเนื่อง

ด้านธุรกิจเฮลท์แคร์ นายแพทย์กฤตวิทย์ เลิศอุตสาหกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า “โรงพยาบาลวิมุต เปิดให้บริการตั้งแต่ พฤษภาคม 2564 มีความพร้อมในการให้บริการในทุกศูนย์สุขภาพ มีทีมแพทย์เฉพาะทางที่ชำนาญการ เปิดบริการเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางระดับตติยภูมิ นอกจากนี้ ยังเป็นศูนย์ฉีดวัคซีนที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ในปีนี้วิมุตมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรม ด้าน Digital Healthtech เช่น Application, Telemedicine และการบริการที่ตอบรับการดูแลผู้ป่วยกลุ่ม NCDs เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และเทรนด์การใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ ล่าสุดได้ออกโปรแกรม Total Senior Solution เพื่อดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นบริการดูแลผู้สูงอายุถึงบ้าน โดยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว การร่วมกับพฤกษาปรับฟังก์ชั่นบ้านให้เหมาะกับผู้สูงวัย การออกแบบให้มีทางลาดสำหรับรถเข็น การติดตั้งราวจับภายในบ้าน ที่นั่งอาบน้ำ พื้นกันกระแทก โดยเริ่มทำแล้วในโครงการของพฤกษา สำหรับความคืบหน้าโครงการ ViMUT Health Center ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาด 50 เตียง ได้เริ่มดำเนินการแห่งแรกแล้ว ที่โครงการพฤกษา อเวนิว บางนา-วงแหวน จะเปิดให้บริการในเดือนสิงหาคม 2565 นอกจากนี้ ยังมีแผนที่พัฒนาศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในโครงการคอนโดมิเนียมของพฤกษาทำเลในเมืองที่มีศักยภาพในอนาคตอีกด้วย”