พฤกษา โฮลดิ้ง เดินหน้าปรับยุทธศาสตร์องค์กรครั้งใหญ่ สลัดภาพผู้นำตลาดบ้านระดับล่าง หันรุกตลาดกลาง-บนเต็มรูปแบบ หลังตลาดบ้านต่ำกว่า 3 ล้านบาทเผชิญแรงกดดันหนัก ทั้งกำลังซื้อชะลอตัวและอัตราปฏิเสธสินเชื่อพุ่งสูงถึง 30-40% พร้อมวางโรดแมป 3 ปี เพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income) แตะ 20% เพื่อสร้างเสถียรภาพธุรกิจในระยะยาว
นางสาวปัทมา ปิยะมณีพร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2569 ยังเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งหนี้ครัวเรือนระดับสูง การเข้มงวดสินเชื่อของสถาบันการเงิน ตลอดจนต้นทุนก่อสร้างที่ปรับเพิ่มขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
บริษัทจึงเดินหน้ากลยุทธ์ Repositioning อย่างจริงจัง โดยลดสัดส่วนพอร์ตโครงการราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท จากเดิมราว 35% เหลือประมาณ 30% และตั้งเป้าปรับลดลงเหลือเพียง 15-25% ภายในปีนี้ พร้อมหันไปโฟกัสตลาดบ้านระดับกลางถึงบน โดยเฉพาะบ้านราคา 10-20 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งยังมีกำลังซื้อแข็งแกร่งและได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจน้อยกว่า
ขณะเดียวกัน บริษัทเตรียมเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำจาก 10% ในปัจจุบัน เป็น 20% ภายใน 3 ปี ผ่านการต่อยอดธุรกิจโรงพยาบาล ธุรกิจคลังสินค้าและโลจิสติกส์ รวมถึงบริการใหม่ๆ เพื่อเสริมกระแสเงินสดท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญ คือการรุกธุรกิจรับสร้างบ้านภายใต้แบรนด์ “The Priority” เจาะลูกค้ากลุ่มบ้านหรูระดับราคา 10-15 ล้านบาทขึ้นไป โดยใช้จุดแข็งด้านเทคโนโลยีพรีคาสท์และทีมก่อสร้างของบริษัทมาต่อยอดธุรกิจ ซึ่งในปีที่ผ่านมา ธุรกิจดังกล่าวสร้างรายได้แล้วประมาณ 480 ล้านบาท และยังมีงานในมือรอเซ็นสัญญาอีกกว่า 400 ล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทยังนำโมเดล “พฤกษา พาส” หรือ “เช่าก่อนซื้อ” มาใช้กับโครงการระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท เพื่อช่วยกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการซื้อจริงแต่ยังไม่ผ่านเกณฑ์สินเชื่อ โดยเปิดให้เช่าอยู่อาศัยระยะหนึ่งก่อนเปลี่ยนเป็นสัญญาซื้อขายในอนาคต ซึ่งได้รับการตอบรับดี โดยบางโครงการสามารถปล่อยเช่าเต็ม 100% ภายในเวลาเพียง 2 เดือน
สำหรับแผนธุรกิจปีนี้ บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมไว้ที่ 18,000-19,000 ล้านบาท แม้จะเผชิญต้นทุนวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้น 5-10% แต่ได้บริหารต้นทุนผ่านการเร่งปิดโครงการที่ก่อสร้างใกล้แล้วเสร็จ และนำกระแสเงินสดส่วนเกินไปชำระหนี้ต้นทุนสูง ส่งผลให้ปัจจุบันมีต้นทุนดอกเบี้ยเฉลี่ยเพียง 3.5%
ขณะที่แผนเปิดโครงการใหม่ 17 โครงการในปีนี้ บริษัทจะใช้กลยุทธ์ Selection Focus เลือกเฉพาะทำเลศักยภาพสูง และใช้แบรนด์หลักอย่าง The Palm, Connexion และ Chapter เป็นหัวหอกในการทำตลาด แทนการเปิดโครงการแมสเหมือนในอดีต
>>>เปิดเกมใหม่ “Lifetime Well-Living” เชื่อมบ้านและสุขภาพ
นอกจากการปรับพอร์ตธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แล้ว พฤกษายังประกาศทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งสำคัญ สู่การเป็น “Integrated Living & Healthcare Platform” รายแรกของไทย ภายใต้แนวคิด “Lifetime Well-Living” ที่มุ่งสร้างระบบนิเวศการอยู่อาศัยและสุขภาพแบบครบวงจร
นางสาวปัทมา กล่าวว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการมีสุขภาพดีในระยะยาวมากขึ้น ขณะเดียวกันโลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้ “บ้าน” ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่อยู่อาศัย แต่ต้องเป็นแพลตฟอร์มของการใช้ชีวิตที่ดีในระยะยาว
แนวคิดดังกล่าวจะขับเคลื่อนผ่าน 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่
- Well Home การออกแบบบ้านรองรับการใช้ชีวิตระยะยาว
- Well Care ระบบบริการสุขภาพครบวงจร
- Well Community การสร้างสังคมคุณภาพและกิจกรรมด้านสุขภาพ
จุดแข็งสำคัญของพฤกษา คือการมีโรงพยาบาลในเครือ ทำให้สามารถเชื่อมบริการด้านสุขภาพเข้ากับการอยู่อาศัยได้อย่างไร้รอยต่อ ทั้งบริการ Telemedicine, Family Doctor และ Well-Living Club ที่เชื่อมลูกบ้านเข้ากับบริการสุขภาพ สิทธิประโยชน์ และกิจกรรมด้านไลฟ์สไตล์ผ่านแพลตฟอร์มเดียว
ด้านนางสาวอังคณา ลิขิตจรรยากุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและองค์กรกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทต้องการผลักดันแนวคิด “Lifetime Well-Living” ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ลูกบ้านสัมผัสได้จริง ผ่านการออกแบบ Product และบริการที่เชื่อมโยงสุขภาพเข้ากับชีวิตประจำวัน พร้อมสร้าง Community ที่แข็งแรง
ทั้งนี้ พฤกษาได้นำแนวคิดดังกล่าวถ่ายทอดผ่าน 3 โครงการมาสเตอร์พีซ ได้แก่
- เดอะ ปาล์ม คอร์ทยาร์ด บางนา กม.8
- เดอะ รีเซิร์ฟ วิลล่า สุขุมวิท 89/1
- แชปเตอร์ เจริญกรุง-ริเวอร์ไซด์
พร้อมจัดงาน “Pruksa Lifetime Well-Living : Beyond Technology. A new way of well-living, redefined.” ระหว่างวันที่ 8-10 พฤษภาคม ที่ Central Park โดยมอบข้อเสนอพิเศษส่วนลดสูงสุด 10 ล้านบาท และ Exclusive Offer ภายในงานเท่านั้น





