ฝ่ายวิจัยและพัฒนาธุรกิจ บริษัท พีดีเฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด สรุปภาพรวมมูลค่าตลาดรับสร้างบ้านปี 2568 เผยตัวเลขหดตัวรุนแรงจากปัจจัยลบสะสม พร้อมคาดการณ์ทิศทางปี 2569 ชี้เป็นปีแห่งการปรับตัวครั้งใหญ่ เมื่อยักษ์ใหญ่ภาคอสังหาฯ รุกคืบสมรภูมิบ้านสั่งสร้าง ขณะที่เทคโนโลยี AI และเทรนด์ Green Home กลายเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจของผู้บริโภค

>>>มูลค่าตลาดรับสร้างบ้านปี 2568

นางสาวจิราภา สุวรรณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีดีเฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และกลุ่มบริษัท ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป เปิดเผยว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา ธุรกิจรับสร้างบ้านต้องเผชิญกับ “พายุสมบูรณ์แบบ” (Perfect Storm) ทั้งจากโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาคที่ฟื้นตัวล่าช้า ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงแตะระดับร้อยละ 90 ของ GDP รวมถึงสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนระยะยาวของผู้บริโภค จากการเก็บข้อมูลพบว่ามูลค่าตลาดบ้านสร้างเองในปี 2568 ลดลงเหลือเพียง 112,000 ล้านบาท (จาก 130,000 ล้านบาทในปี 2567) ขณะที่ตลาดรับสร้างบ้าน (ดำเนินการโดยบริษัทรับสร้างบ้าน) หดตัวลงถึง 21% โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 14,300 ล้านบาท นับเป็นการถดถอยที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี

>>>ภาวะการแข่งขันและผู้เล่นรายใหม่

หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของปี 2568 คือการที่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ (Listed Companies) นำโดย แสนสิริ และ พฤกษา โฮลดิ้ง หันมารุกตลาดรับสร้างบ้านบนที่ดินลูกค้าอย่างเต็มตัว เพื่อระบายศักยภาพด้านการผลิตและวิศวกรรมในช่วงที่ตลาดบ้านจัดสรรชะลอตัวปรากฏการณ์นี้ทำให้ตลาดมีการแข่งขันที่ “ยกระดับ” ขึ้นทันที โดยรายใหญ่พยายามนำเทคโนโลยี Precast มาปรับใช้เพื่อความรวดเร็ว ขณะที่บริษัทรับสร้างบ้านดั้งเดิมต้องชูจุดเด่นเรื่อง “ความประณีต” และ “การออกแบบที่ตอบโจทย์เฉพาะ

บุคคล” นอกจากนี้การเข้ามาของแบรนด์ระดับมหาชนช่วยลดความกังวลเรื่อง “ผู้รับเหมาทิ้งงาน” ซึ่งจะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ผู้ประกอบการทุกรายต้องสร้างความมั่นใจในระดับสูงสุดจึงจะอยู่รอดได้

  

>>>แนวโน้มและทิศทางตลาดรับสร้างบ้านปี 2569

ฝ่ายวิจัยและพัฒนาธุรกิจ คาดการณ์ว่าในปี 2569 มูลค่าตลาดรับสร้างบ้านมีแนวโน้มฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ 17,000 – 18,000 ล้านบาท หรือเติบโตเพิ่มขึ้น 25% โดยมีปัจจัยหนุนจากการขยายสาขาของผู้ประกอบการรายเดิมและการรุกตลาดของรายใหม่ ซึ่งประเมินว่าธุรกิจรับสร้างบ้าน (ดำเนินการโดยบริษัทรับสร้างบ้าน) จะมีแชร์ส่วนแบ่งจากมูลค่าตลาดรวม “บ้านสร้างเอง” ทั่วประเทศได้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคตะวันออกที่มีศักยภาพ (High Potential Zones) อย่างเช่น ชลบุรี ระยอง ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการลงทุนอุตสาหกรรมไฮเทคและการย้ายถิ่นฐานของกลุ่ม Expat รวมถึงพื้นที่ในจังหวัดหัวเมืองรองและเมืองท่องเที่ยว เช่น ลพบุรี นครสวรรค์ และนครศรีธรรมราช ที่กลุ่มผู้ซื้อวัยทำงานย้ายกลับไปสร้างรากฐานในบ้านเกิดเพื่อหนีค่าครองชีพในกรุงเทพฯ ตลอดจนพื้นที่ในจังหวัดศูนย์กลางภูมิภาค ได้แก่เชียงใหม่ นครราชสีมา และภูเก็ตยังคงเป็นทำเลทองที่มีกำลังซื้อสะสมสูง

>>>จุดเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI และ Consumer Insights

นางสาวจิราภากล่าวเพิ่มเติมว่า “ปี 2569 จะเป็นปีแห่งการพิสูจน์ความแข็งแกร่งด้วย “เทคโนโลยี” โดยเฉพาะบทบาทของ AI ที่กลายเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของผู้บริโภคในการเปรียบเทียบข้อมูล (Hyper-personalization) ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวรองรับ 4 เมกะเทรนด์สำคัญ ประกอบด้วย 1) Wellness & Air Quality โดยให้ความสำคัญกับบ้านต้องเป็น Safe Zone ป้องกัน PM 2.5 และเชื้อโรค 2) Universal Design การออกแบบที่รองรับสังคมสูงวัย (Aging Society) แบบไร้รอยต่อ 3) Sustainability บ้านที่มีนวัตกรรม Green Home และ Solar Cell เพื่อลดค่าใช้จ่ายระยะยาว และ 4) Generational Change: ตอบโจทย์ Gen Y และ Gen Z ที่ต้องการบ้านอัจฉริยะที่สะท้อนตัวตน”

“แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะยังดูเปราะบางแต่ปี 2569 คือช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่มีความพร้อม เนื่องจากต้นทุนวัสดุก่อสร้างและดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ค่อนข้างนิ่ง ตลาดในปีนี้จะเป็นการแข่งขันเพื่อมอบ “ความคุ้มค่าเหนือราคา” ผู้ประกอบการรายใดที่ไม่สามารถปรับตัวสู่นวัตกรรม หรือไม่สามารถพิสูจน์ความมั่นคงได้จะถูกคัดกรองออกจากตลาดโดยธรรมชาติ การเปลี่ยนผ่าน (Transformation) ในปี 2569 นี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือการเปลี่ยนผ่านสู่การสร้าง “ที่อยู่อาศัยที่ยั่งยืน” เพื่อส่งต่อคุณภาพชีวิตที่ดีจากรุ่นสู่รุ่นอย่างแท้จริง” นางสาวจิราภา กล่าวทิ้งท้าย