สิงห์ เอสเตท ชี้โควิดส่งผลพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน อานิสงค์ตลาดบ้านแนวราบโต กางแผนรับเทรนด์วิถีการอยู่อาศัยยุคใหม่ จ่อรุกตลาดบ้านระดับลักชัวรี่เต็มสูบผ่าน 3 เซ็กเมนท์ใหม่ ตั้งภายใน 5 ปีพัฒนาโครงการรวมมูลค่า 52,000 ล้านบาท เป็นบ้านแนวราบในสัดส่วน 75% พร้อมดันรายได้รวมต่อปีสูงกว่า 10,000 ล้านบาท

นายณัฐวุฒิ มัธยมจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจพักอาศัย บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้พฤติกรรมการใช้ชีวิตตลอดจนพฤติกรรมการทำงานของคนเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งได้ส่งผลให้เทรนด์การซื้อที่อยู่อาศัยเปลี่ยนแปลงไปด้วย โดยส่งผลให้ตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบเติบโตขึ้น ขณะที่ตลาดคอนโดมิเนียมชะลอตัวลง ซึ่งสำหรับแผนธุรกิจของสิงห์ เอสเตทในปี 2565 นี้ พร้อมเดินหน้ารุกตลาดบ้านแนวราบเต็มตัว โดยได้วางแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการบ้านแนวราบที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีต่อจากนี้บริษัทมีแผนพัฒนาโครงการรวมมูลค่า 52,000 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านแนวราบในสัดส่วน 75% และคอนโดมิเนียมในสัดส่วน 25% 

นายณัฐวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สำหรับโครงการแนวราบที่บริษัทจะพัฒนา จะอยู่ในระดับราคา 10-100 ล้านบาท ใน 3 เซกเมนต์ ได้แก่ 1.บ้านเดี่ยวระดับ Super Luxury ในทำเล Premium Location ราคา  50-100 ล้านบาท เพื่อเป็นการต่อยอดจากการพัฒนาโครงการสันติบุรี เดอะ เรสซิเดนเซส ที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว โดยแบรนด์นี้จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการด้วยชื่อ ศิรนินทร์ เรสซิเดนเซส (Siraninn Residences) 2.บ้านเดี่ยวระดับ Luxury บน Premium Location ที่สะท้อนไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนเมือง ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ในระดับราคา 20-50 ล้านบาท 3.บ้านเดี่ยวระดับ Affordable Luxury ในทำเลพรีเมียม เดินทางสะดวก เข้าถึงใจกลางเมืองได้ง่ายๆ ด้วยระดับราคา 10-20 ล้านบาท โดยโครงการนี้จะเน้นเรื่องของการออกแบบที่มีความเป็นคนรุ่นใหม่ ใส่ใจในทุกรายละเอียด โดยยังเน้นเรื่องของรูปแบบและฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต

 “สำหรับในในเดือนกันยายนปีนี้ เราจะเปิดตัวบ้านเดี่ยวระดับ Super Luxury โครงการ ศิรนินทร์ เรสซิเดนเซส จำนวน 32 ยูนิต บนพื้นที่โครงการ 20 กว่าไร่ ในซอยพัฒนาการ 32 ระดับราคา 65-120 ล้านบาท บนเนื้อที่ 120-200 ตร.ว. มูลค่าโครงการ 2,900 ล้านบาท ในรูปแบบบ้านสร้างเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ โดยคาดว่าจะสามารถปิดการขายทั้งโครงการได้ในช่วงปลายปี 2566 หรือต้นปี 2567 ส่วนอีก 2 เซกเมนต์ใหม่ จะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมชื่อแบรนด์ในปี 2566 โดยบริษัทจะทยอยเปิดตัวโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่องปีละประมาณ 3,000 – 14,000 ล้านบาท โดยคาดว่าธุรกิจที่พักอาศัยจะสร้างรายได้รวมต่อปีสูงกว่า 10,000 ล้านบาท ในปี 2569” นายณัฐวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย