REIC เผยภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยไทยไตรมาส 1 ปี 69 ส่งสัญญาณฟื้นตัว ยอดโอนกรรมสิทธิเพิ่มทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า กรุงเทพฯ ยังครองสัดส่วนการโอนสูงสุด ภูเก็ต ระยอง และขอนแก่น เติบโตโดดเด่น บ้านราคาไม่เกิน 7 ล้าน เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาด ขณะที่บ้านมือสองเติบโตสูงกว่าบ้านใหม่ทั้งด้านจำนวนและมูลค่า ด้านตลาดคอนโดฯ ต่างชาติชะลอตัว ยอดโอนลด 17.3% จีนยังเป็นผู้ซื้อหลัก ขณะที่รัสเซียเติบโตสวนกระแสเพิ่มขึ้น 33% คาดทั้งปี 69 ตลาดที่อยู่อาศัยจะหดตัวเพียง 1.1% จากแรงหนุนมาตรการรัฐ

นายณรงค์พล ประภานิรินธน์ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานการตลาด รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยว่า ไตรมาส 1 ปี 2569 มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศจำนวน 72,583 หน่วย เพิ่มขึ้น 11.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ขณะที่มูลค่าการโอนอยู่ที่ 187,182 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1% สะท้อนว่าความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง แม้ผู้บริโภคจะปรับลดระดับราคา ขนาด และรูปแบบที่อยู่อาศัยให้สอดคล้องกับกำลังซื้อมากขึ้น

ทั้งนี้ กรุงเทพฯ ยังครองสัดส่วนการโอนสูงสุดของประเทศ ด้วยจำนวน 17,746 หน่วย เพิ่มขึ้น 11.1% (YoY) แต่มีมูลค่า 64,952 ล้านบาท ลดลง 4.5% (YoY) สะท้อนการชะลอตัวของตลาดระดับราคาสูง ขณะที่จังหวัดศักยภาพในภูมิภาคยังขยายตัวโดดเด่น โดยเฉพาะขอนแก่น ระยอง และภูเก็ต ซึ่งได้รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจท้องถิ่น การลงทุน และตลาดที่อยู่อาศัยระดับบน โดยจังหวัดภูเก็ตถือเป็นพื้นที่ที่โดดเด่นที่สุดด้านมูลค่าการโอน โดยมีจำนวนหน่วย 2,548 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.9 (YoY)  มูลค่า 10,365 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 34.9 (YoY) จากการเติบโตของตลาดลักชัวรีและกำลังซื้อของทั้งคนไทยและต่างชาติ

นายณรงค์พล ให้ข้อมูลเพิ่มเติมต่อไปอีกว่า กลุ่มที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาทยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาด โดยมีการโอนกรรมสิทธิ์รวม 69,447 หน่วย เพิ่มขึ้น 12.7% (YoY) มูลค่ารวม 141,242 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.5% (YoY) แบ่งเป็นบ้านสร้างใหม่ 21,990 หน่วย และบ้านมือสอง 47,457 หน่วย ซึ่งบ้านมือสองเติบโตสูงกว่าทั้งด้านจำนวนและมูลค่า สะท้อนพฤติกรรมผู้ซื้อที่ให้ความสำคัญกับทำเล ความคุ้มค่า และศักยภาพในการปรับปรุงที่อยู่อาศัย

ในทางกลับกัน กลุ่มที่อยู่อาศัยระดับราคามากกว่า 7 ล้านบาท ยังเผชิญภาวะชะลอตัว โดยมีการโอนกรรมสิทธิ์รวมเพียง 3,136 หน่วย ลดลง 14.8% (YoY) มูลค่ารวม 45,940 ล้านบาท ลดลง 16.3% (YoY) สะท้อนผลกระทบจากกำลังซื้อที่ระมัดระวังมากขึ้นในกลุ่มตลาดระดับบน

ด้านตลาดคอนโดมิเนียมต่างชาติ พบว่ามีการชะลอตัวสวนทางกับตลาดรวม โดยไตรมาส 1 ปี 2569 มีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของชาวต่างชาติจำนวน 3,241 หน่วย ลดลง 17.3% (YoY) มูลค่า 13,464 ล้านบาท ลดลง 17.9% (YoY) จากผลกระทบของเศรษฐกิจโลกและมาตรการควบคุมเงินทุนในบางประเทศ

อย่างไรก็ตาม จีนยังคงเป็นกลุ่มผู้ซื้อหลัก แม้จำนวนหน่วยจะลดลงกว่า 38% (YoY) ขณะที่รัสเซียเป็นชาติเดียวที่เติบโตสวนกระแส โดยมีจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้น 33%(YoY) และมูลค่าเพิ่มขึ้นเกือบ 69%(YoY) สะท้อนการย้ายถิ่นฐานและการมองหาแหล่งอยู่อาศัยระยะยาวในประเทศไทย

สำหรับพื้นที่ยอดนิยมของชาวต่างชาติยังคงกระจุกตัวในกรุงเทพมหานคร ชลบุรี และภูเก็ต โดยชลบุรีครองสัดส่วนจำนวนหน่วยสูงสุด ส่วนภูเก็ตโดดเด่นด้านการเติบโตของมูลค่าในกลุ่มลักชัวรี

ด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัยนายณรงค์พล ให้ข้อมูลว่าเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว หลังหดตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปี 2566 โดยไตรมาสแรกปีนี้มีมูลค่าสินเชื่อปล่อยใหม่รวม 121,557 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.1% (YoY) ขณะที่ยอดสินเชื่อคงค้างรวมทั้งระบบอยู่ที่ 5.13 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4% (YoY) สะท้อนให้เห็นว่าธนาคารพาณิชย์ยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ และให้ความสำคัญกับการรีไฟแนนซ์และลูกค้าที่มีความเสี่ยงต่ำมากขึ้น

“สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยปี 2569 แม้จะมีทิศทางปรับตัวลดลง จากปัจจัยความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้เกิดวิกฤตด้านพลังงาน แต่ยังคงมีตัวแปรในเชิงบวก ทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยปรับลดลงน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม โดยมีปัจจัยจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประมาณการเติบโตของ GDP โดยคาดว่าจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 1.5 – 2.5 ซึ่งเกิดจากมาตรการทางการคลัง อาทิ การจัดทำพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินฯ 400,000 ล้านบาท และการขยายมาตรการ LTV ของ ธปท. ด้วยปัจจัยสนับสนุนดังกล่าว REIC จึงปรับประมาณการใหม่ภายใต้กรอบปัจจัยและตัวแปรต่างๆ โดยคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ประมาณ 312,814 หน่วย ลดลงร้อยละ 1.1 (YoY) และมีมูลค่าประมาณ 845,235 ล้านบาท ลดลงร้อยละ  2.3 (YoY)” นายณรงค์พล กล่าวสรุป