นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางในงานโดยประเมินว่า จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ ผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการและกำลังซื้อของประชาชนที่ลดลง แบงก์ชาติประเมินฉากทัศน์ความรุนแรงของสงครามไว้ 2 รูปแบบ คือ 1. สถานการณ์จบลงภายในครึ่งแรกของปีนี้ และ 2. สถานการณ์ยืดเยื้อไปจนถึงสิ้นปี ซึ่งหากเป็นกรณีหลัง ผลกระทบจะรุนแรงกว่ามาก เนื่องจากจะเกิดปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ (Disruption) และราคาน้ำมันจะค้างอยู่ในระดับสูง แม้ราคาพลังงานอาจจะลดลงบ้างหากสงครามจบ แต่จะไม่กลับไปต่ำเท่าเดิมเพราะโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตบางส่วนถูกทำลายไปแล้ว
ด้านสถานการณ์เงินเฟ้อ แม้ในไตรมาสแรกจะติดลบ 0.5% แต่คาดการณ์ว่าในเดือนเมษายนนี้จะพุ่งขึ้นไปสูงกว่า 3% อย่างไรก็ตาม แบงก์ชาติมองว่าเป็นการพุ่งขึ้นเพียงชั่วคราวและจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1-3% ได้ในระยะปานกลาง จึงเห็นควรให้ “มองข้าม” การพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อในช่วง 3-4 ไตรมาสข้างหน้าไปก่อน และยังไม่มีความจำเป็นต้องรีบปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อในตอนนี้ เพราะจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจที่กำลังเปราะบาง
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจ ทั้งการบริโภคและการท่องเที่ยวซึ่งมีสัดส่วนรวมกันถึง 75% ของจีดีพี เริ่มเห็นสัญญาณการ “ฉีกตัว” ของเส้นค่าครองชีพและรายได้ โดยค่าครองชีพวิ่งสูงขึ้นขณะที่รายได้มีแนวโน้มลดลงจากการที่ผู้ประกอบการเริ่มลดชั่วโมงการทำงานล่วงเวลา อย่างไรก็ดี ยังมี “พระเอก” คือภาคการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวได้ดีตามรอบขาขึ้นของวัฏจักรโลก
ในส่วนของภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนัก ข้อมูลระบุว่าจำนวนการโอนกรรมสิทธิ์มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แม้จะเห็นกลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาซื้ออาคารชุดมากขึ้น แต่พบว่ามูลค่าต่อหน่วยลดลง เนื่องจากเปลี่ยนจากกลุ่มจีน-ฮ่องกงที่ซื้อราคาสูง เป็นสัญชาติอื่นที่ซื้อในราคาถูกกว่า
ซึ่งประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ “ความสามารถในการซื้อ” โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเดิมเคยมีสัดส่วนในสินเชื่อปล่อยใหม่ถึง 10% แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 7% เท่านั้น สถาบันการเงินมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ไม่ใช่เพราะเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้น แต่เป็นเพราะ “คุณภาพของผู้กู้แย่ลง” เมื่อผ่านตะแกรงร่อนเดิมจึงถูกปฏิเสธมากขึ้น
นอกจากนี้ แบงก์ชาติยังพบว่า NPL ในภาคอสังหาฯ ของไทยอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น และค้างอยู่ในระบบนานกว่า เนื่องจากกระบวนการยึดทรัพย์และจัดการหนี้ทำได้ยากกว่าสินเชื่อรถยนต์หรือบัตรเครดิต ปัจจุบันแบงก์พยายามช่วยโดยการขยายระยะเวลาผ่อนชำระไปถึง 40 ปี เพื่อให้ยอดผ่อนต่อเดือนต่ำลง แต่การเข้าถึงสินเชื่อก็ยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ
สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล หากมีการกู้เงิน 300,000 ล้านบาทมาใช้ แบงก์ชาติประเมินว่าจะช่วยเพิ่มจีดีพีได้ประมาณ 0.5-0.7% ในปีนี้ แต่ก็เตือนว่าหากเน้นเพียงการบริโภคโดยไม่มีการลงทุนร่วมด้วย ผลบวกจะหายไปในปีหน้าและอาจทำให้จีดีพีปีหน้าลดลงจากฐานที่สูง
ในส่วนของมาตรการควบคุมสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) แบงก์ชาติระบุว่ากำลังอยู่ในกระบวนการประเมิน โดยมีการรับฟังความเห็นจากผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง คาดว่าความชัดเจนว่าจะมีการผ่อนปรนเกณฑ์ LTV หรือไม่นั้น จะเกิดขึ้นในการประชุมครั้งต่อไปในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่ง ธปท.พร้อมสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์ เพราะถือเป็นภาคส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทย


