“แองเจิลฯ” ประกาศรุกตลาดเอเจนท์เต็มสูบ หลังจีนเปิดประเทศ ชี้ดีมานด์ชาวจีนที่ต้องการบ้านหลังที่สองในไทยยังมี คอนโด 5-7.5 ล้านบาท ทำเลรัชดาภิเษก-พระราม9, สุขุมวิท, สาทร-สีลม, รามคำแหง, พัทยา, เชียงใหม่ และภูเก็ตมาแรง เผยกำ 10 พอร์ต 1,000 ยูนิตในมือ คาดเพิ่มเป็น 20 พอร์ต หรือ 2,000 ยูนิตในปีนี้ พร้อมวางเป้ายอดขาย 7,000-25,000 ล้านบาท คาดทำยอดโอนกรรมสิทธิ์ 5,000 ล้านบาท

นายไซม่อน ลี ประธานกรรมการ บริษัท แองเจิล เรียลเอสเตท คอนซัลแทนซี่ จำกัด หรือ ARE บริษัทที่ปรึกษาด้านการตลาดและขายของประเทศไทย โดยเฉพาะโควต้าต่างประเทศ (Foreign Quota) โบรกเกอร์รายใหญ่ที่ทำตลาดในภูมิภาคเอเชีย เปิดเผยว่า ในช่วง 3 ปีที่เกิดวิกฤตโควิด-19 หลายประเทศรวมทั้งประเทศจีนซึ่งเป็ลูกค้าชาวต่างชาติกลุ่มหลักของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยมีมาตรการจำกัดการเดินทาง ส่งผลให้ตลาดคอนโดมิเนียมมีการหดตัวลงอย่างรุนแรง ซึ่งสำหรับแองเจิลฯ ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยยอดขายได้ตกลง 80-85% และพบว่ามีลูกค้าชาวจีนไม่ได้มาโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ที่จองไว้ถึง 25% หรือประมาณ 750 ยูนิต ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักลงทุน และเป็นผู้ซื้อคอนโดมิเนียมราคา 5 ล้านบาทขึ้นไป เนื่องจากได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ส่วนผู้ซื้อที่คอนโดมิเนียมราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท มีปัญหาการทิ้งเงินดาวน์และไม่มาโอนกรรมสิทธิ์น้อยมาก โดยกลุ่มนี้มีการโอนกรรมสิทธิ์ถึง 90%

“ก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ลูกค้าชาวจีนมีทั้งผู้ที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัย ในสัดส่วน 40% และกลุ่มนักลงทุนในสัดส่วนประมาณ 60% โดยผู้ลงทุนจะมองในเรื่องผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า (Rental Yield) ซึ่งเคยอยู่ในระดับ 6% และอัตราส่วนต่างของกำไรที่ได้จากการขายต่ออสังหาฯ (Capital Gains) ซึ่งเคยอยู่ที่ประมาณ 7% ซึ่งในช่วงวิกฤตโควิด-19 Rental Yield ลดหายไปเหลือกว่า 2-3% และกำไรจาก Capital Gains ยังลดลงอีก ลูกค้ากลุ่มนักลงทุนจึงหายไปหมด คงเหลือแต่กลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงเท่านั้น” นายไซม่อน กล่าว

ทั้งนี้ หลังจากสถานการณ์วิด-19 คลี่คลาย และกรณีที่จีนประกาศเปิดประเทศในวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา นายไซม่อน แสดงความคิดเห็นว่า “หลังโควิด-19 คนจีนส่วนหนึ่งยังต้องการมีบ้านหลังที่สองนอกประเทศ โดยหากเป็นชาวจีนที่มีฐานะดีจะเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ยุโรป สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์ ส่วนผู้ที่ที่มีฐานะปานกลางจะเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ในระดับราคา 1-1.5 ล้านหยวน หรือประมาณ 5-7.5 ล้านบาท ซึ่งในปัจจุบันสินค้าในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยร้อยละ 5-10 เป็นกลุ่มสินค้าระดับลักชัวรี่ ที่เหลือร้อยละ 90 จะเป็นกลุ่มสินค้าระดับราคา 3-10 ล้านบาท ซึ่งเรามีสินค้าเพียงพอต่อการตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าจีนอยู่แล้ว ด้านทำเลที่คนจีนยังมีความต้องการซื้อคอนโดมิเนียม หลักๆ ยังเป็นทำเลเดิมที่คุ้นเคย ได้แก่ รัชดาภิเษก-พระราม9, สุขุมวิท, สาทร-สีลม, รามคำแหง ตลอดจนทำเลในต่างจังหวัด อาทิ พัทยา จ.ชลบุรี จ.เชียงใหม่ และจ.ภูเก็ต ส่วนรูปแบบห้องที่ต้องการ ส่วนใหญ่เป็นห้องชุดแบบ 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ หรือมีขนาดเกินกว่า 50 ตร.ม. ขึ้นไป ซึ่งการที่จีนเปิดประเทศคงไม่ได้ทำให้ตลาดคอนโดมิเนียมกลับบูมหรือหวือหวาเหมือนในช่วงปี 2560-2562 แต่ตลาดจะค่อยๆ ฟื้นตัว คาดว่าคงต้องใช้เวลาอีกประมาณ 7-8 เดือน จึงจะส่งผลดีต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างเห็นได้ชัด และในอีก 2-3 ปีข้างหน้า กำลังซื้อของลูกค้าชาวจีนจึงจะกลับมาเทียบเท่าก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19”

ด้านทิศทางในการดำเนินธุรกิจของแองเจิลฯ นายไซม่อนเปิดเผยว่า ในช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด-19 ทางบริษัทได้ปรับแนวทางดำเนินธุรกิจเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะตลาดที่หดตัวอย่างรุนแรง และราคาคอนโดมิเนียมในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่สูงเกินไป โดยได้มีการลดต้นทุน ลดพอร์ตที่ต้องบริหารจัดการลง นอกจากนั้นยังใช้กลยุทธ์เรื่องการดูแลและบริหารสินค้า ซึ่งในช่วงที่เกิดโควิด-19 กลุ่มที่มีฐานะการเงินที่ดีได้มองหาที่อยู่อาศัยนอกประเทศของตนเอง เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับตนเองและครอบครัว ต้องการห้องเพนท์เฮ้าส์ หรือบ้านขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ค่อนข้างมาก ทำให้ต้องหาสินค้าที่สอดรับกับพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไป เน้นทำตลาดระดับราคาแพง จากเดิมพอร์ตหลักราคาจะอยู่ที่ 5-15 ล้านบาทต่อยูนิต ปรับมาเจาะกลุ่มราคา 30-150 ล้านบาทต่อยูนิต ซึ่งการปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจดังกล่าวทำให้แองเจิลฯ ไม่ได้รับผลกระทบในช่วงโควิด-19 ระบาดมากนัก และในปี 2566 ที่จีนเปิดประเทศ แองเจิลฯ ก็ได้เตรียมกลับมารุกธุรกิจเอเจนท์อย่างเต็มสูบ

“หลังจากปรับองค์กรและดำเนินกลยุทธ์ให้สอดรับกับภาวะตลาด ทำให้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาบริษัทพอมีกำไรอยู่บ้าง โดยปัจจุบันมีพอร์ตที่บริหารอยู่ประมาณ 10 พอร์ต ทั้งในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ รวมประมาณ 1,000 ยูนิต และจะเพิ่มเป็น 20 พอร์ต หรือประมาณ 2,000 ยูนิต โดยวางเป้ายอดขายปีนี้ประมาณ 7,000-25,000 ล้านบาท คาดจะสามารถทำยอดโอนกรรมสิทธิ์ได้ประมาณ 5,000 ล้านบาท เติบโตมากกว่า 10% โดยกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง 95% และกลุ่มนักลงทุน 5%” นายไซม่อน กล่าว

ทั้งนี้ นายไซม่อน ยังได้ฝากข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่าอยากให้รัฐบาลไทยและรัฐบาลจีนร่วมมือกันหาทางเพิ่มเที่ยวบินจากจีนมาไทย ซึ่งปัจจุบันมีเพียง 20 % จากเที่ยวบินทั้งหมดที่สามารถบินได้อย่างเต็มอัตรา โดยนอกจากจะเป็นการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวจีนแล้ว ยังช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยได้ด้วย ขณะที่ในส่วนของผู้พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมที่ต้องการกลุ่มลูกค้าชาวจีน นายไซม่อนเสนอแนะว่าควรพัฒนาโครงการในทำเลใกล้รถไฟฟ้า โซนรัชดาภิเษก-พระราม9, สุขุมวิท, สาทร-สีลม และรามคำแหง นอกจากนั้นยังควรกำหนดราคาขายชาวต่างชาติไม่ให้สูงกว่าราคาขายในประเทศเกิน 7% ด้วย