คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (ERC) ของประเทศไทยได้ออกข้อกำหนด Power Commitment Guarantee (PCG) สำหรับโครงการที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณสูง โดยเริ่มต้นกับโครงการศูนย์ข้อมูล (Data Centre) ภายใต้กรอบดังกล่าว ผู้พัฒนาโครงการจะต้องวางหลักประกันทางการเงินเมื่อทำการจองกำลังไฟฟ้าขนาดใหญ่จากระบบโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศ

หลักประกันดังกล่าวกำหนดไว้ที่ 4.5 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ของกำลังไฟฟ้าที่จอง โดยการคืนเงินจะขึ้นอยู่กับระดับการใช้งานจริงของโครงการ ทั้งนี้ 50% ของหลักประกันจะได้รับคืนเมื่อการใช้ไฟฟ้าถึง 50% ของกำลังที่เสนอภายในระยะเวลา 1 ปี และส่วนที่เหลือจะได้รับคืนเมื่อการใช้งานถึงระดับ 70%

นโยบายนี้สะท้อนถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของโครงการลงทุนศูนย์ข้อมูลในประเทศไทย และแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แม้ว่าประเทศไทยจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพียงพอโดยรวม แต่ข้อจำกัดหลักอยู่ที่ความสามารถในการส่งจ่ายไฟฟ้าผ่านโครงข่าย (grid delivery capacity) โดยเฉพาะในกรณีของศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Hyperscale) ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าในระดับ 30–100 เมกะวัตต์ หรือมากกว่า

โดยทั่วไป การเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าสำหรับโครงการที่ต้องการใช้ไฟฟ้ามากกว่า 20 เมกะวัตต์ อาจใช้ระยะเวลา 12–18 เดือน ทั้งนี้ หากกำลังไฟฟ้าถูกจองไว้โดยโครงการที่ไม่สามารถดำเนินการได้จริง อาจส่งผลให้โครงการที่มีความพร้อมล่าช้า ดังนั้น กรอบ PCG จึงมีเป้าหมายเพื่อให้การขอใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่สะท้อนถึงความพร้อมและความน่าเชื่อถือของโครงการ มากกว่าการจองเพื่อเก็งกำไร

ในทางปฏิบัติ ข้อกำหนดใหม่นี้ส่งผลให้ผู้พัฒนาโครงการต้องมีภาระผูกพันทางการเงินตั้งแต่ระยะแรกของการพัฒนา ตัวอย่างเช่น ศูนย์ข้อมูลขนาด 50 เมกะวัตต์ จะต้องวางหลักประกันประมาณ 225 ล้านบาท ขณะที่โครงการขนาด 100 เมกะวัตต์ จะต้องวางหลักประกันราว 450 ล้านบาท แม้ว่าสำหรับผู้พัฒนารายใหญ่ (Hyperscale Operators) ตัวเลขดังกล่าวจะคิดเป็นสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับมูลค่าโครงการโดยรวม แต่มาตรการนี้มีแนวโน้มจะช่วยลดพฤติกรรมการเก็งกำไรที่อาศัยการจองกำลังไฟฟ้าล่วงหน้าโดยยังไม่มีเงินทุนหรือความต้องการใช้งานที่ชัดเจน

การเข้าถึงไฟฟ้ากำลังกลายเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเลือกทำเลของโครงการศูนย์ข้อมูล ผู้พัฒนาจึงมีแนวโน้มจะให้ความสำคัญกับพื้นที่ที่มีความพร้อมด้านกำลังไฟฟ้าและมีความชัดเจนด้านระยะเวลาในการเชื่อมต่อโครงข่าย แม้ความต้องการยังคงกระจุกตัวในพื้นที่ EEC แต่แนวโน้มดังกล่าวอาจส่งผลให้มีการพิจารณาพื้นที่ในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงมากขึ้น ซึ่งอาจมีข้อจำกัดด้านโครงข่ายน้อยกว่า

ในส่วนของผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม จำเป็นต้องมีความรอบคอบมากขึ้นในการนำเสนอพื้นที่สำหรับการลงทุนศูนย์ข้อมูล เนื่องจากผู้พัฒนาโครงการอาจต้องวางหลักประกันที่มีมูลค่าสูงซึ่งผูกกับกำลังไฟฟ้าโดยตรง นิคมอุตสาหกรรมจึงต้องมั่นใจว่ากำลังไฟฟ้าที่นำเสนอเป็นกำลังที่สามารถจัดสรรได้จริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขตามศักยภาพสูงสุดในเชิงทฤษฎี อีกทั้งการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานด้านสาธารณูปโภค เช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) จะมีความสำคัญมากขึ้นในการประเมินความเหมาะสมของผู้เช่าศูนย์ข้อมูล

แนวทางของประเทศไทยสอดคล้องกับแนวโน้มในระดับสากล โดยในตลาดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่พัฒนาแล้ว รัฐบาลเริ่มนำมาตรการเพื่อให้มั่นใจว่ากำลังไฟฟ้าถูกจัดสรรให้กับโครงการที่มีความเป็นไปได้จริง แทนที่จะเป็นการจองล่วงหน้าเพื่อเก็งกำไร

ในสหราชอาณาจักร หน่วยงานกำกับดูแลได้ปรับปรุงกระบวนการเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้า จากระบบ “มาก่อนได้ก่อน” (first-come, first-served) ไปสู่ “พร้อมก่อน ได้ก่อน” (first-ready, first-needed) โดยกำหนดให้ผู้พัฒนาต้องแสดงหลักฐานด้านการอนุมัติผังเมือง สิทธิในที่ดิน และความพร้อมทางการเงินก่อนที่จะได้รับสิทธิในการเชื่อมต่อโครงข่ายอย่างเป็นทางการ ขณะที่สิงคโปร์ได้กำหนดให้การอนุมัติโครงการศูนย์ข้อมูลใหม่ต้องเป็นไปตามเกณฑ์ด้านประสิทธิภาพพลังงานและความยั่งยืน ภายใต้ Green Data Centre Roadmap ซึ่งเป็นการคัดกรองโครงการจากประสิทธิภาพการดำเนินงาน

ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนถึงความท้าทายร่วมกันของหลายประเทศ กล่าวคือ เมื่อความต้องการศูนย์ข้อมูลทั่วโลกเร่งตัวขึ้น โครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้ากลายเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

สำหรับในมุมมองของไนท์แฟรงค์ ข้อกำหนด Power Commitment Guarantee ของประเทศไทย ควรถูกมองว่าไม่ใช่อุปสรรคต่อการลงทุน แต่เป็นกลไกในการจัดระเบียบตลาด เพื่อให้กำลังไฟฟ้าที่มีอยู่อย่างจำกัดถูกจัดสรรให้กับโครงการที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นจริง

มร.มาร์คัส เบอร์เทนชอว์ พาร์ทเนอร์ และหัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาด้านพื้นที่โลจิสติกส์และอุตสาหกรรม บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย กล่าวว่า “การกำหนดให้มีภาระผูกพันทางการเงินสำหรับการขอใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ สะท้อนถึงการพัฒนาของตลาดศูนย์ข้อมูลในประเทศไทยที่มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น มาตรการลักษณะนี้ช่วยให้มั่นใจว่ากำลังไฟฟ้าจะถูกจัดสรรให้กับโครงการที่มีความน่าเชื่อถือ และผู้พัฒนาที่สามารถแสดงให้เห็นถึงแผนการดำเนินงานที่เป็นไปได้จริง รวมถึงการมีแหล่งไฟฟ้าที่ชัดเจน จะเป็นกลุ่มที่มีความพร้อมในการคว้าโอกาสจากการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในระยะถัดไป”

 

Note to Editor

Knight Frank Thailand เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามาอย่างต่อเนื่องกว่า 28 ปี ในฐานะส่วนหนึ่งของเครือข่าย Knight Frank ระดับโลก บริษัทให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร ครอบคลุมทั้งภาคที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม สำนักงาน และอุตสาหกรรม โดยผสานความเชี่ยวชาญในตลาดท้องถิ่นเข้ากับเครือข่ายระดับสากล เพื่อมอบคำแนะนำเชิงกลยุทธ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์แก่ลูกค้าที่หลากหลาย ทั้งเจ้าของและผู้ซื้อรายบุคคล ผู้พัฒนาโครงการ นักลงทุน และผู้เช่าองค์กร สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชม www.knightfrank.co.th