แอสเซทไวส์เผยผลการดำเนินงานปี 68 แข็งแกร่ง โกยยอดขาย 23,407 ล้าน สูงกว่าเป้า 20% จากการบริหารสต๊อกและการขยายโครงการในภูเก็ต กางแผนปี 69 เดินหน้าเปิดใหม่ 11 โครงการ มูลค่า 17,555 ล้าน ชี้ตลาดอสังหาฯ ปี 69 ทรงตัว แต่มีสัญญาณบวกจากดอกเบี้ยขาลง ต้นทุนลด และเรียลดีมานด์ฟื้น ตั้งเป้ายอดขาย 18,500 ล้านบาท รายได้ 12,500 ล้านบาท พร้อม Backlog กว่า 32,861 ล้านบาท ทยอยรับรู้ถึงปี 70 มั่นใจภูเก็ตยังโตต่อเนื่อง เตรียมขยายพอร์ตเพิ่ม พร้อมวางจังหวะกลับมารุกตลาดกรุงเทพฯ เมื่อสถานการณ์เอื้อ
นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW กล่าวว่า ASW ดำเนินธุรกิจมาแล้ว 21 ปี ปัจจุบันพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ไปแล้ว 86 โครงการ ในจำนวนนี้เป็นโครงการสร้างเสร็จพร้อมอยู่ 50 โครงการ และอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 36 โครงการ และยังมุ่งสร้างรายได้ต่อเนื่อง (Recurring Income) ผ่านบริษัทย่อยในเครือ ทั้งธุรกิจซื้อขายฝากเช่าครบวงจร สำหรับโครงการที่อยู่อาศัยของแอสเซทไวส์ ผ่าน Asset A Plus ธุรกิจ Health & Wellness ผ่าน WHB เช่น Rocket Fitness และคลินิกกายภาพบำบัด Vitala ธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนต์ ผ่าน Wisejai และ ZAAP World ในการจัดคอนเสิร์ตและอีเวนต์ต่างๆ ธุรกิจคอมมูนิตี้มอลล์ ผ่าน Treasure M พัฒนา Mingle Mall ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภูเก็ต รวมถึงธุรกิจ Hospitality ผ่าน บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TITLE โดยเปิดตัว เดอะ ซาลูท (The Salute) Beach Restaurant ริมหาดในยาง และโรงแรมโวโค ภูเก็ต บางเทา (voco Phuket Bangtao) เป็นแห่งแรกในภูเก็ต ซึ่งคาดว่าจะให้บริการในปี 2569 และ 2572
นายกรมเชษฐ์ กล่าวอีกว่า ปี 2568 ที่ผ่านมาเป็นปีที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เต็มไปด้วยความท้าทาย แต่แอสเซทไวส์ยังรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยสามารถทำยอดขายรวมปี 2568 ได้ 23,407 ล้านบาท สูงกว่าเป้ายอดขายที่ตั้งไว้ 19,500 ล้านบาท ราว 20% และเติบโตขึ้น 21% (YoY) เมื่อเทียบกับปี 2567 จากการบริหารจัดการสต๊อกโครงการพร้อมอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ และการเพิ่มสัดส่วนการเปิดตัวโครงการใหม่ในจังหวัดภูเก็ตที่พัฒนาโดย TITLE บริษัทย่อยในเครือ จนสามารถสร้างยอดขายในภูเก็ตได้ถึง 13,015 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 69% โดยในปีที่ผ่านมาได้เปิดตัวโครงการใหม่ 11 โครงการ แบ่งเป็นโครงการในภูเก็ต 8 โครงการ และกรุงเทพฯ 3 โครงการ มูลค่ารวม 23,600 ล้านบาท
“ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 ยังอยู่ในภาวะทรงตัวต่อเนื่องจากปีก่อน แต่เราเห็นสัญญาณบวกจากสมดุลของตลาดที่ปรับตัวดีขึ้น ดีเวลอปเปอร์เน้นบริหารจัดการสต๊อกและศึกษาตลาดก่อนเปิดโครงการใหม่อย่างรอบคอบ ส่งผลให้การแข่งขันด้านราคาลดความรุนแรงลง ขณะที่กำลังซื้อฝั่งเรียลดีมานด์ฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่วนปัจจัยภายนอกประเทศ ราคาน้ำมันโลกปรับลดลงถือเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการควบคุมต้นทุนวัสดุก่อสร้างและค่าขนส่ง เช่นเดียวกับในประเทศ สถานการณ์ภัยธรรมชาติและภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลาย อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องในปีนี้ ซึ่งช่วยเพิ่มกำลังซื้อและทำให้ผู้ประกอบการวางแผนได้มีประสิทธิภาพ ในสภาวะที่ตลาดมีความเฉพาะตัวสูง ดีเวลอปเปอร์ที่มองเห็นโอกาสและเข้าใจตลาดอย่างแท้จริง จะยังสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง” นายกรมเชษฐ์ กล่าว
ในปี 2569 แอสเซทไวส์ตั้งเป้าหมายยอดขาย 18,500 ล้านบาท และเป้าหมายรายได้รวม 12,500 ล้านบาท เติบโต 19% จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ปีก่อน (YoY) โดยมีโครงการสร้างเสร็จใหม่พร้อมโอนจำนวน 11 โครงการ มูลค่ารวม 26,760 ล้านบาท ขณะเดียวกัน บริษัทยังมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) มูลค่ารวมกว่า 32,861 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นยอดขายรอรับรู้รายได้จากอสังหาฯ ในจ.ภูเก็ตซึ่งบริษัทได้เข้าไปพัฒนาโครงการได้เพียง 2 ปี ถึง 47% หรือคิดเป็นมูลค่า 15,259 ล้านบาท โดยยอดขายรอรับรู้รายได้จะทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องถึงปี 2570 สะท้อนความสามารถในการสร้างรายได้และการเติบโตในระยะยาว
ทั้งนี้ ในปี 2569 แอสเซทไวส์มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน 11 โครงการ มูลค่ารวม 17,555 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการในกรุงเทพฯและปริมณฑล จำนวน 5 โครงการ มูลค่ารวม 7,455 ล้านบาท ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งบน Strategic Location ในหัวเมืองท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่มองหาที่อยู่อาศัยเพื่อการพักผ่อนและการลงทุนในฐานะบ้านหลังที่สอง โดยมีแผนเปิดตัวโครงการ Leisure Residence ในภูเก็ตจำนวน 6 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 10,100 ล้านบาท ครอบคลุมทำเลศักยภาพทั้งหาดราไวย์ ในยาง และกมลา รวมถึงการขยายพอร์ตโฟลิโอสู่ทำเลใหม่อย่างหาดสุรินทร์ และเกาะแก้ว นอกจากนี้ บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ยังได้ย้ายหลักทรัพย์จากตลาดหลักทรัพย์ mai เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา สะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งตามแผน พร้อมเปิดโอกาสให้กลุ่มนักลงทุนสถาบันเข้ามาลงทุนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมเสถียรภาพของราคาหุ้น และสนับสนุนการขยายการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
นายกรมเชษฐ์ ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับตลาดภูเก็ตเพิ่มเติมอีกว่า ภูเก็ตนับเป็นตลาดที่มีศักภาพ และยังมีโอกาสเติบโตได้อีก โดยเป็นเกาะที่มีหาดถึง 30 หาด แต่ละหาดมีความสวยงามแตกต่างกันออกไป เป็น World Destination มีนักท่องเที่ยวปีละกว่า 10 ล้านคน โรงเรียนนานาชาติ 14 แห่ง และมีชาวต่างชาติเข้ามาอยู่อาศัยมากมาย สำหรับ ASW เริ่มเข้าไปพัฒนาโครงการในปี 2566 ปัจจุบันพัฒนาโครงกาไปแล้ว 15 โครงการ มูลค่า 44,850 ล้านบาท โดยในปีนี้จะมีโครงการแล้วเสร็จ 4 โครงการ มูลค่ารวม 11,700 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้ให้บริษัทในปีนี้ราว 6,000 ล้านบาท และมีที่ดินรองรับการพัฒนาโครงการอีก 4-5 ปี ซึ่งหากรวมกับโครงการที่จะพัฒนาในปีนี้เพิ่มอีก 6 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 10,100 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2569 TITLE ก็จะมีโครงการรวมทั้งสิ้น 21 โครงการ มูลค่ารวม 54,950 ล้านบาท
สำหรับโครงการที่ ASW เข้าไปพัฒนาในภูเก็ต มีทั้ง Leisure Residence ระดับราคา 3-30 ล้านบาท และพูลวิลล่าระดับราคา 18-80 ล้านบาท กระจายอยู่ 7 หาด ได้แก่ ในยาง บางเทา กะตะ กมลา ราไว สุรินทร์ และกะรน โดยข้อดีของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตคือลูกค้ามีความแน่นอนในการโอนกรรมสิทธิ์สูง เนื่องจากลูกค้าชาวต่างชาติจะต้องจ่ายเงินก่อน 75% ถึงจะโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งในอนาคตคาดว่าบริษัทจะเข้าไปพัฒนาโครงการซิตี้คอนโดฯ และบ้านจัดสรรในพื้นที่ภูเก็ตเพิ่มขึ้น รวมทั้งอาจพิจาณาการพัฒนาโครงการในจังหวัดพังงา กระบี่ และสมุย ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คล้ายกับภูเก็ตเพิ่มด้วย
ทั้งนี้ ใน 1-2 ปีนี้ บริษัทจะมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ในอีก 1-2 ปี ซึ่งคาดว่าสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ น่าจะดีขึ้น ซัพพลายในบางทำเลของกรุงเทพฯ ถูกดูดซับไปเป็นจำนวนมาก และมีโครงการเปิดใหม่น้อยลง บริษัทก็จะกลับมารุกตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ มากขึ้นอีกครั้ง




