KingsQuare Residence ปักหมุดพระราม 3 ผุดคอนโดลักชัวรี KingsQuare Residence ชูจุดเด่นด้านทำเลใกล้โรงเรียนนานาชาติ King’s College International School Bangkok ควบคู่แนวคิดการออกแบบที่มุ่งยกระดับคอนโดมิเนียมจาก Second Home สู่บ้านหลังแรกของครอบครัว รองรับการอยู่อาศัยในชีวิตประจำวันอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการพักผ่อน การเรียนรู้ การทำงาน มูลค่าโครงการ 6,500 ล้านบาท เจาะตลาดครอบครัวกำลังซื้อสูง จับตาดีมานด์ที่อยู่อาศัยใกล้โรงเรียนนานาชาติ หนุนพระราม 3 ก้าวสู่ New Urban Ecosystem

โครงการKingsQuare Residence มีจำนวน 222 ยูนิต มูลค่ารวม 6,500 ล้านบาท ปัจจุบันห้องชุดมีความพร้อมประมาณ 99% และมีแผนเริ่มเปิดให้ลูกค้าตรวจรับห้องตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป โดยวางตำแหน่งเป็นที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีที่ผสานความเป็นส่วนตัว คุณภาพงานก่อสร้าง และบริการบริหารจัดการอาคารเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยในระยะยาว

นายจักรกฤษณ์ สันติรัตนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท คิง สแควร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (KSD) กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของ KingsQuare Residence คือการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้เป็นมากกว่าพื้นที่พักอาศัยชั่วคราว โดยต้องการให้ลูกค้าสามารถใช้ชีวิตอยู่ในโครงการได้จริงในทุกวัน จากเดิมที่คอนโดมิเนียมบางแห่งถูกใช้เป็นเพียงบ้านหลังที่สองในวันทำงาน ก่อนกลับไปพักอาศัยในบ้านหลักช่วงวันหยุด มาเป็นบ้านที่รองรับกิจวัตรของครอบครัวได้อย่างต่อเนื่อง

แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจากความต้องการของกลุ่มผู้ปกครองที่ต้องการที่อยู่อาศัยใกล้สถานศึกษาของบุตรหลาน โดยเฉพาะครอบครัวที่มีบุตรเรียนในโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งต้องเผชิญกับระยะเวลาเดินทางและปัญหาการจราจรในแต่ละวัน การมีที่อยู่อาศัยใกล้โรงเรียนจึงช่วยเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง และเปิดโอกาสให้ครอบครัวมีเวลาใช้ชีวิตร่วมกันมากขึ้น

ทำเลพระราม 3 ยังมีศักยภาพจากการเชื่อมโยงกับย่านธุรกิจสาทร ตลอดจนพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและแหล่งไลฟ์สไตล์ โดยบริษัทมองว่าพื้นที่ดังกล่าวกำลังเปลี่ยนจากย่านที่อยู่อาศัยเดิมไปสู่พื้นที่ที่ผสมผสานการศึกษา การทำงาน และการใช้ชีวิตเข้าด้วยกัน

default

การพัฒนาโครงการจึงไม่ได้มุ่งตอบโจทย์เฉพาะการซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อพักอาศัยเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างชุมชนที่สมาชิกในครอบครัวสามารถใช้ชีวิตได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด Low Density Living ที่เน้นความเป็นส่วนตัว ควบคู่กับพื้นที่ส่วนกลางเพื่อการพักผ่อน การเรียนรู้ และการใช้เวลาร่วมกัน

KingsQuare Residence อยู่ในตลาดคอนโดมิเนียมลักชัวรี ราคาห้องชุดอยู่ในช่วงประมาณ 12.9–95 ล้านบาทต่อยูนิต หรือ 200,000–250,000 บาทต่อตารางเมตร สะท้อนการวางตลาดที่เน้นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงและให้ความสำคัญกับทำเล คุณภาพโครงการ และความสะดวกในการใช้ชีวิต

นอกจากทำเลแล้ว ขนาดและรูปแบบห้องยังเป็นปัจจัยที่บริษัทให้ความสำคัญ โดยออกแบบให้มีพื้นที่ใช้สอยรองรับการอยู่อาศัยจริง ลดข้อจำกัดของการใช้คอนโดมิเนียมเป็นเพียงที่พักระหว่างวันทำงาน และเปิดทางให้ลูกค้าสามารถเลือกขนาดห้องตามความต้องการของครอบครัวได้

ทั้งนี้ ปัจจุบัน KingsQuare Residence มียอดขายแล้วประมาณ 60% โดยผู้ซื้อเป็นชาวต่างชาติประมาณ 10% และคนไทย 90% โดยกลุ่มลูกค้าคนไทย มีทั้งผู้ที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองและผู้ซื้อที่มองโอกาสการลงทุนจากความต้องการเช่าของครอบครัวที่มีบุตรเรียนในโรงเรียนนานาชาติ โดยลูกค้าประมาณ 60% เป็นผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัย และอีกราว 20% ซื้อเพื่อการลงทุน 

นางสาวพจมาน วรกิจโภคาทร หุ้นส่วนและหัวหน้าส่วนงานบริหารงานขายโครงการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลาดที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีที่อยู่ใกล้โรงเรียนนานาชาติเป็นหนึ่งในกลุ่มตลาดที่น่าจับตา เนื่องจากมีความต้องการจากครอบครัวไทยและต่างชาติ รวมถึงครูและบุคลากรของโรงเรียน ซึ่งให้ความสำคัญกับการลดเวลาเดินทางและคุณภาพชีวิตของครอบครัว

ข้อมูลที่ไนท์แฟรงค์รวบรวมพบว่า จำนวนนักเรียนโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยเติบโตเฉลี่ยประมาณ 6.8% ต่อปี ในช่วงปี 2554–2568 สะท้อนการขยายตัวของกลุ่มผู้ใช้บริการด้านการศึกษา และความต้องการที่อยู่อาศัยในทำเลที่สามารถเดินทางไปโรงเรียนได้สะดวก

ในมุมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ความต้องการดังกล่าวมีลักษณะต่อเนื่องตามรอบการศึกษา เมื่อนักเรียนรุ่นหนึ่งสำเร็จการศึกษา ก็มีนักเรียนรุ่นใหม่เข้ามาทดแทน จึงอาจสร้างฐานความต้องการเช่าจากครอบครัวที่ย้ายเข้ามาเพื่อให้บุตรหลานเรียนในโรงเรียนได้ อย่างไรก็ตาม ความต้องการเช่าที่เกิดขึ้นจริงยังขึ้นอยู่กับค่าเช่า ทำเล ขนาดห้อง และภาวะตลาดในแต่ละช่วงเวลา

ไนท์แฟรงค์มองว่าพระราม 3 มีโอกาสพัฒนาเป็นส่วนต่อขยายของย่านสาทร หรือ Extension of Sathorn โดยเชื่อมโยงการเข้าถึงย่านธุรกิจกับคุณภาพชีวิตในย่านที่อยู่อาศัยริมแม่น้ำ ขณะเดียวกัน การมีโรงเรียนนานาชาติและโครงการพัฒนาอื่นในพื้นที่ช่วยเสริมบทบาทของย่านให้มีความหลากหลายมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้พระราม 3 ไม่ได้มีเพียงบทบาทเป็นย่านพักอาศัย แต่กำลังมุ่งสู่ New Urban Ecosystem ที่มีทั้งที่อยู่อาศัย สถานศึกษา อาคารสำนักงาน และจุดหมายด้านไลฟ์สไตล์อยู่ในพื้นที่เชื่อมโยงกัน

สำหรับตลาดเช่า ห้องชุดขนาด 2 ห้องนอนของโครงการมีค่าเช่าประมาณ 90,000–120,000 บาทต่อเดือน โดยระดับค่าเช่าจริงขึ้นอยู่กับขนาดห้อง รูปแบบห้อง และเงื่อนไขการเช่า

สำหรับอีกหนึ่งจุดเด่นของ KingsQuare Residence คือการบริหารคุณภาพงานก่อสร้าง โดยบริษัท โตคิว ดีเวลลอปเมนท์ (ประเทศไทย) จำกัด เข้ามาร่วมพัฒนาโครงการภายใต้แนวคิด Japanese Quality Mindset และหลัก Peace of Mind and Safety ซึ่งให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความอุ่นใจของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว

มร. คะสุโอะ วะชิซุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โตคิว ดีเวลลอปเมนท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การพัฒนาโครงการให้ความสำคัญกับมุมมองของผู้ใช้งานจริง ไม่ได้พิจารณาเพียงความสวยงามของการออกแบบ แต่รวมถึงความสะดวกในการใช้งาน การบำรุงรักษาอาคารในอนาคต และการรักษามูลค่าทรัพย์สินในระยะยาว แม้แต่รายละเอียดอย่างตำแหน่งและระดับความสูงของปลั๊กไฟก็มีการพิจารณาให้เหมาะสมกับการใช้งาน

โครงการเลือก A49 เป็นผู้ออกแบบ และบริษัท ไทย โอบายาชิ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (Thai Obayashi) เป็นผู้รับเหมาหลัก ขณะที่ Stonehenge ทำหน้าที่บริหารจัดการคุณภาพจากภายนอก เพื่อให้การควบคุมงานครอบคลุมทั้งส่วนที่มองเห็นและองค์ประกอบภายในอาคาร เช่น โครงสร้าง ระบบประปา และระบบประกอบอาคาร

การควบคุมคุณภาพยังเชื่อมโยงกับมาตรฐาน ISO 9001, ISO 14001 และ ISO 45001 รวมถึงการตรวจสอบและทดสอบระบบก่อนส่งมอบ นอกจากนี้ ยังมีการเลือกใช้วัสดุ Low VOC และระบบกรองอากาศ MERV 8 พร้อมแผนตรวจวัดคุณภาพอากาศภายในอาคาร (Indoor Air Quality Testing) เพื่อคำนึงถึงสุขภาวะของผู้อยู่อาศัย

ในด้านการบริหารจัดการหลังการขาย โครงการให้ความสำคัญกับขั้นตอนตรวจรับห้องและการโอนกรรมสิทธิ์ โดย Knight Frank ทำงานร่วมกับทีม Thai Obayashi ในการตรวจสอบก่อนส่งมอบ ขณะที่ Dusit Hospitality Services เข้ามาบริหารจัดการอาคารและให้บริการภายใต้แนวคิด Hospitality Service รวมถึง Concierge Service ตลอด 24 ชั่วโมง

การมีทีมบริหารจัดการอาคารและบริการลักษณะโรงแรมเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่โครงการใช้สร้างความแตกต่างในตลาดลักชัวรี โดยมุ่งให้การดูแลลูกบ้านดำเนินต่อเนื่องหลังการขาย ไม่สิ้นสุดเพียงการส่งมอบห้องชุด ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างประสบการณ์อยู่อาศัยและการดูแลคุณภาพอาคารในระยะยาว

สำหรับทิศทางการพัฒนาพื้นที่โดยรอบ บริษัทระบุว่ายังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์ประกอบของชุมชน ทั้งด้านที่อยู่อาศัย การศึกษา และพื้นที่ทำงาน โดยการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการเพิ่มเติมจะพิจารณาตามสภาพตลาดและความเหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา