BAM เผยเพิ่มช่องทางใหม่ๆ ในการขายทรัพย์ พร้อมดึง IT เสริมประสิทธิภาพการบริหาร NPLและ NPA ชูศักยภาพสำนักงานภูมิภาคเป็นเครือข่ายสำคัญที่ให้บริการลูกค้าแบบครบวงจร ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างผลการดำเนินงานให้ประสบความสำเร็จ

นายบัณฑิต อนันตมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM กล่าวว่า นโยบายของ BAM มีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร จากเดิมที่เน้นการขายเพียงอย่างเดียว ปัจจุบันได้เพิ่มรูปแบบการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ระยะยาว เพื่อลดภาระในการประกอบกิจการของผู้ลงทุน โดยให้เช่าทำธุรกิจไปก่อน เมื่อผลประกอบการดีก็อาจจะซื้อทรัพย์ไป หรืออีกรูปแบบหนึ่งคือการร่วมมือกันในการทำธุรกิจและแบ่งกำไรตามสัดส่วน ในรูปแบบกิจการร่วมทำ (Consortium) โดยวางเป้าระยะเวลาของการลงทุนจะต้องได้รับผลตอบแทนสุทธิ (IRR) ร้อยละ 10 ต่อปี ขณะที่นักลงทุนหรือผู้ประกอบการที่เข้าร่วมจะมีความคล่องตัวในเรื่องการจัดหาที่ดินเปล่ามาสร้างที่อยู่อาศัย ลดภาระเรื่องอัตราดอกเบี้ย เป็นต้น

นายบัณฑิต กล่าวต่อไปว่า ทาง BAM ยังได้นำระบบ IT เข้ามาช่วยเสริมในเรื่องการสร้างประสิทธิภาพการบริหาร NPLและ NPA โดยเฉพาะในด้านของข้อมูล ซึ่งการมีชุดข้อมูลเปรียบเหมือนแผนที่หรือคู่มือในการดำเนินธุรกิจ ช่วยได้ตั้งแต่การเลือกซื้อทรัพย์เข้ามา ทราบมาร์จิ้น ไปจนถึงการวางแผนการขาย ซึ่งจะช่วยให้สามารถปิดการขายได้เร็วขึ้น นอกจากนั้นในช่วงปลายปี ยังจะมีการเปิดให้ใช้แอปพลิเคชันของ BAM เพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงบริการต่างๆ ของ BAM ทั้งการทำธุรกรรมทางการเงิน และการเลือกซื้อทรัพย์ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น

นอกจากนั้น BAM ยังมีความร่วมมือกับกับธุรกิจโมเดิร์นเทรด อาทิ  ดูโฮม สยามโกลบอลเฮ้าส์ เพื่อรีโนเวททรัพย์ในมือบางรายการก่อนขาย ซึ่งธุรกิจโมเดิร์นเทรดกลุ่มนี้จะมีลูกค้ากลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างในมือ ซึ่ง BAM สามารถใช้บริการการรีโนเวทได้ ขณะเดียวกันกลุ่มผู้รับเหมาก็อาจจมีลูกค้าในมือที่อาจจะสนใจจะซื้อทรัพย์ที่ BAM มีอยู่ หรือผู้รับเหมาบางรายอาจยกระดับขึ้นไปเป็นดีเวลล็อปเปอร์ในอนาคต และอาจจะสนใจทรัพย์ของ BAM ที่มีอยู่ทั่วประเทศด้วย ในขณะที่กลุ่มธุรกิจโมเดิร์นเทรดก็จะได้ประโยชน์จากการขายสินค้าที่จะนำมารีโนเวททรัพย์หรือพัฒนาโครงการในอนาคต และยังเป็นการช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจในส่วนภูมิภาคด้วย

นายพงศธร มณีพิมพ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายพัฒนาสินทรัพย์ภูมิภาค กล่าวว่า ปัจจุบัน BAM มีสำนักงานภูมิภาคครอบคลุมทั่วประเทศจำนวน 24 สาขา ขณะที่มีจำนวน NPL ที่อยู่ในความดูแลทั้งหมดเป็นจำนวนลูกหนี้ 86,276 ราย มีภาระหนี้ 481,578 ล้านบาท โดยเป็นลูกหนี้ของสำนักงานภูมิภาค 38,712 ราย ภาระหนี้ทั้งหมด 159,355 ล้านบาท และมี NPA จำนวน 23,127 รายการ คิดเป็นราคาประเมิน 69,275 ล้านบาท โดยเป็นของสำนักงานภูมิภาค 12,837 รายการ ราคาประเมิน 44,314 ล้านบาท ซึ่งจะเห็นได้ว่าสำนักงานภูมิภาคมี NPL คิดเป็น 33% ของภาระหนี้ทั้งหมด และ NPA คิดเป็น 64% ของทรัพย์ NPA ทั้งหมด (ราคาประเมิน) จึงถือว่าสำนักงานภูมิภาคเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนผลการดำเนินงานของ BAM ให้ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ การมีเครือข่ายสาขาที่ครอบคลุมทั่วประเทศจะช่วยให้สามารถติดตามและบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและทรัพย์สินรอการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายพงศธร กล่าวเพิ่มเติมว่าเครือข่ายสำนักงานภูมิภาคช่วยให้สามารถเข้าถึงลูกค้าและให้บริการลูกค้าได้อย่างทั่วถึง รวมทั้งพนักงานในสำนักงานสาขาส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่น ทำให้มีความเข้าใจสภาวะตลาดในพื้นที่นั้นๆ และเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อ BAM ในการเจาะกลุ่มเป้าหมาย การทำตลาด และยังทำให้สามารถประเมินราคาของทรัพย์สินในกระบวนการการกำหนดราคาซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและทรัพย์สินรอการขายได้แม่นยำยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีความสามารถที่จะปรับตัวตามสภาวะตลาดตามความเหมาะสม โดยสามารถเปลี่ยนแปลงสถานที่ตั้งสำนักงานสาขาและเปลี่ยนกลยุทธ์ทางภูมิศาสตร์ ซึ่งรวมถึงการโยกย้ายพนักงานที่มีความรู้ความสามารถเพื่อปฏิบัติงานไปตามพื้นที่ต่างๆ ให้สอดคล้องกับปริมาณธุรกรรมที่เกิดขึ้น  

นายพงศธร กล่าวอีกว่า ในส่วนของสำนักงานราชบุรีดูแลพื้นที่จังหวัดราชบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดสมุทรสงคราม มีจำนวนลูกหนี้อยู่ในความดูแล 948 ราย มีภาระหนี้รวม 7,763 ล้านบาท และ NPA 376 รายการ คิดเป็นราคาประเมิน 1,859 ล้านบาท มีทรัพย์ที่น่าสนใจ ได้แก่ ที่ดินเปล่าถนนสายบ้านเลือก-หนองตากยา เนื้อที่ 31-2-7.0 ไร่ ราคาขาย 115.99 ล้านบาท โรงงานติดถนนใหญ่ในอำเภอบ้านโป่ง เนื้อที่ 14-1-37 ไร่ ราคาขาย 107.41 ล้านบาท อาคารสำนักงาน พร้อมตึก 8.5 ชั้น 1 หลัง และอาคาร 2 ชั้น 1 หลัง ติดถนนแสงชูโต เนื้อที่ 0-1-96.5 ไร่ ราคาขาย 14.50 ล้านบาท และอาคารอพาร์ตเม้นต์ 4 ชั้น 2 หลัง ติดถนนซอยผู้ใหญ่บุญ 3 เนื้อที่ 1-1-45.3 ไร่ ราคาขาย 14.50 ล้านบาท เป็นต้น