ซีบีอาร์อี ประเทศไทย เผยตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชัวรี่และซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ยังมีความต้องการต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจเผชิญความท้าทาย โดยบ้านหรูมียอดขายรวม 62% ในครึ่งแรกปี 2569 ขณะที่คอนโดมิเนียมระดับบนที่สร้างเสร็จแล้วมียอดขายเฉลี่ย 93% ส่วนภูเก็ตยอดขายวิลล่าหรูเติบโตกว่า 50% เดินหน้าจัดงาน CBRE ELITE LIVING 2026 รวบรวมอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียม 57 โครงการจากไทยและลอนดอน ระหว่างวันที่ 16–20 ตุลาคมนี้ ณ สยามพารากอน

บริษัท ซีบีอาร์อี ประเทศไทย บริษัทที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ เปิดเผยว่า ตลาดที่อยู่อาศัยระดับลักซ์ชัวรี่และซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ของไทยยังมีความแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าระดับบน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ประกอบกับจำนวนโครงการในตลาดที่มีข้อจำกัด และความสามารถในการแข่งขันของอสังหาริมทรัพย์ไทยเมื่อเทียบกับตลาดต่างประเทศ ทั้งด้านคุณภาพการพัฒนา การออกแบบ และราคา

นางสาวอาทิตยา เกษมลาวัณย์ หัวหน้าแผนกซื้อขายโครงการที่พักอาศัย ซีบีอาร์อี ประเทศไทย กล่าวว่า ข้อมูลวิจัยของบริษัทสะท้อนให้เห็นว่า ความต้องการที่อยู่อาศัยระดับลักซ์ชัวรี่ขึ้นไปยังคงมีอย่างต่อเนื่อง แม้ปริมาณซัพพลายจะเพิ่มขึ้นมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงก่อนโควิด-19 พบว่า ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 ซัพพลายบ้านระดับลักซ์ชัวรี่ในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้น 315% ขณะที่ยอดขายเพิ่มขึ้น 368% ส่งผลให้อัตราการขายรวมของตลาดอยู่ที่ 62% สะท้อนความสามารถในการรองรับอุปทานใหม่ของตลาดระดับบน

สำหรับตลาดคอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี่และซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ มีสถานะค่อนข้างแข็งแกร่ง โดยโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จมีอัตราการขายเฉลี่ย 93% ขณะที่โครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างมีอัตราการขายเฉลี่ย 84% ส่วนอัตราการขายเฉลี่ยเมื่อพิจารณาซัพพลายทั้งสองกลุ่มรวมกันอยู่ที่ประมาณ 80% สะท้อนความต้องการซื้อที่มาจากทั้งผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงและนักลงทุน

นางสาวอาทิตยา กล่าวอีกว่า ภูเก็ตกำลังยกระดับจากเมืองท่องเที่ยวสู่จุดหมายปลายทางด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับนานาชาติ รองรับทั้งผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัย นักลงทุน และกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงจากทั่วโลก โดยตลาดคอนโดมิเนียมหรูราคา 8 ล้านบาทขึ้นไปกระจุกตัวในพื้นที่ชายฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะบางเทาและลายัน ซึ่งมีความได้เปรียบด้านการเดินทางใกล้สนามบินนานาชาติภูเก็ต ชายหาด และสิ่งอำนวยความสะดวกมาตรฐานสากล

ข้อมูลของซีบีอาร์อีระบุว่า อัตราการขายเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมในภูเก็ต ณ ครึ่งแรกปี 2569 เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดวิลล่าระดับลักซ์ชัวรี่มีอัตราการขายเพิ่มขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะวิลล่าระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ที่มีราคาตั้งแต่ 90 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ซื้อที่ต้องการบ้านพักตากอากาศและสินทรัพย์เพื่อการลงทุนระยะยาว

ในภาพระยะยาว ตลาดคอนโดมิเนียมภูเก็ตมีอัตราการขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากประมาณ 1,100 ยูนิตต่อปีในช่วงก่อนโควิด-19 ระหว่างปี 2558–2562 เป็นเฉลี่ยประมาณ 5,200 ยูนิตต่อปีนับตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา หรือเพิ่มขึ้นราว 350% ขณะที่ตลาดวิลล่าระดับลักซ์ชัวรี่มีอัตราการขายเฉลี่ยเพิ่มจากประมาณ 130 ยูนิตต่อปีก่อนโควิด-19 เป็นมากกว่า 500 ยูนิตต่อปีในช่วงหลังโควิด-19

นอกจากนี้ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกยังเป็นปัจจัยสนับสนุนตลาดภูเก็ต ทั้งการขยายพื้นที่ศูนย์การค้า การพัฒนาบริการทางการแพทย์ และโครงการพาณิชยกรรมและความบันเทิง ตลอดจนการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมในระยะต่อไป

ด้านจังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นตลาดที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศรองจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล ยังคงมีศักยภาพจากฐานความต้องการที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียมระดับพรีเมียมในพัทยา ซึ่งโครงการที่มีมูลค่าเฉลี่ยต่อยูนิตทั้งโครงการมากกว่า 6 ล้านบาท มีซัพพลายเปิดตัวใหม่เพิ่มขึ้น 83% ณ สิ้นปี 2568 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่บริเวณหาดวงศ์อมาตย์

ซีบีอาร์อีมองว่า ตลาดคอนโดมิเนียมพัทยามีความผันผวนไม่สูงและมีฐานความต้องการต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพด้านเศรษฐกิจและการเชื่อมต่อการเดินทางในพื้นที่

ขณะเดียวกัน ข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยของชาวต่างชาติสะท้อนบทบาทสำคัญของชลบุรีและภูเก็ต โดยทั้งสองจังหวัดมีสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ให้ชาวต่างชาติอยู่ที่ 41% เท่ากัน ขณะที่กรุงเทพฯ อยู่ที่ 24% และสัดส่วนทั่วประเทศอยู่ที่ 25%

ทั้งนี้ เพื่อรองรับความต้องการของผู้ซื้อและนักลงทุน ซีบีอาร์อีจัดงาน CBRE ELITE LIVING 2026 ภายใต้แนวคิด “A Curated Showcase of Thailand’s Finest Properties and Overseas Investment Opportunities” ระหว่างวันที่ 16–20 ตุลาคม 2569 ณ แฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยรวบรวมโครงการที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียม 57 โครงการ ครอบคลุมบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม บ้านพักตากอากาศ และโครงการในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ภายในงานประกอบด้วยบ้านเดี่ยวระดับลักซ์ชัวรี่และซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่พร้อมเข้าอยู่ 44 โครงการ ราคา 15–300 ล้านบาท คอนโดมิเนียมระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ 3 โครงการ ราคา 45–528 ล้านบาท บ้านพักตากอากาศ 5 โครงการ ราคา 7.9–157.5 ล้านบาท และโครงการระดับพรีเมียมในลอนดอนจากเบิร์กเลย์ กรุ๊ป 5 โครงการ ราคา 560,000–4 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 24.9–178.4 ล้านบาท

นางสาวพิชชากร มีศักดิ์ รองกรรมการผู้จัดการสายงานเครือข่ายและลูกค้าต่างประเทศ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC กล่าวว่าในงาน CBRE ELITE LIVING 2026 ครั้งนี้ SC ได้นำเสนอโครงการที่อยู่อาศัยระดับลักซ์ชัวรี่ที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ครอบคลุมทำเลศักยภาพ โดดเด่นด้วยดีไซน์และนวัตกรรมการอยู่อาศัย พร้อมข้อเสนอพิเศษเฉพาะภายในงาน

“SC เลือกเข้าร่วมงาน CBRE ELITE LIVING 2026 เนื่องจากเล็งเห็นถึงศักยภาพของ CBRE ในฐานะพันธมิตรสำคัญ
ที่มีความเชี่ยวชาญในตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชัวรี่ พร้อมเครือข่ายลูกค้าคุณภาพทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของโครงการ SC ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นการผสานจุดแข็งของทั้งสองฝ่าย ทั้งความเชี่ยวชาญและฐานลูกค้าของ CBRE เข้ากับพอร์ตโฟลิโอโครงการที่อยู่อาศัยระดับลักซ์ชัวรี่และเครือข่าย Property Partners ของ Global Partners Club เพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อที่มีศักยภาพ ทั้งเพื่อการอยู่อาศัยและการลงทุน พร้อมต่อยอดโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน”

Global Partners Club (GPC) ผู้บุกเบิกและผู้นำด้านการพัฒนาเครือข่ายพันธมิตรอสังหาริมทรัพย์รายแรกของประเทศไทย ที่มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนการเติบโตทางธุรกิจร่วมกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2562 ปัจจุบัน GPC มีเครือข่าย Property Partners ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศกว่า 2,000 ราย พร้อมตั้งเป้าขยายเครือข่ายสู่ 3,000 ราย ภายในปี 2570 โดยมียอดขายผ่านเครือข่ายเติบโตจาก 600 ล้านบาทในปี 2562 สู่ 9,000 ล้านบาทในปี 2568 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของเครือข่ายพันธมิตรและบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจของ SC

ทั้งนี้ GPC มุ่งสนับสนุนพันธมิตรอย่างครบวงจรผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ Application แพลตฟอร์มข้อมูลโครงการโปรโมชัน และติดตามยอดขายแบบเรียลไทม์ Activities กิจกรรม Open House และเยี่ยมชมโครงการเพื่อเสริมความรู้และความเข้าใจในสินค้า Advisors ทีมที่ปรึกษาการขายที่ให้ข้อมูลและสนับสนุนเครื่องมือการขาย พร้อมรองรับการสื่อสารหลายภาษา และ Achievements โปรแกรมส่งเสริมความสำเร็จของพันธมิตร อาทิ Legendary Campaign, Loyalty Program ผ่านระบบ GPC Tiers และ Incentive Trip เพื่อสร้างแรงจูงใจและต่อยอดความสัมพันธ์ทางธุรกิจในระยะยาว

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ คือการจ่ายค่าคอมมิชชันให้แก่พันธมิตรภายใน 14 วัน เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ สะท้อนความมุ่งมั่นของ SC ในการเป็น Top-of-Mind Developer สำหรับพันธมิตร ด้วยการสนับสนุนอย่างครบวงจร เพื่อเสริมความมั่นใจในการนำเสนอโครงการและผลักดันยอดขายให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

นางสาวพิชชากร กล่าวทิ้งท้ายว่า SC เชื่อมั่นว่าความร่วมมือกับ CBRE ในครั้งนี้จะช่วยเสริมศักยภาพของทั้งสองฝ่ายในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าระดับลักซ์ชัวรี่ พร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และยกระดับประสบการณ์การเลือกที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัยและการลงทุน โดยตั้งเป้ายอดขายจากการเข้าร่วมงานไว้ที่ 1,000 ล้านบาท ขณะที่ CBRE คาดเป้าหมายรายได้จากงาน CBRE Elite Living เอาไว้ที่ 1,500 ล้านบาท