CG Capital มั่นใจตลาด Branded Residence ยังมีช่องว่างเติบโตต่อทั้งกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยว เผยปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลกหนุนไทยเป็น Safe Haven ดึงนักลงทุนต่างชาติแห่ซื้ออสังหาฯ ระดับบน เดินหน้าเจาะตลาด Ultra-Luxury ต่อ ผ่านโครงการ “InterContinental Residences Bangkok Asoke” มูลค่าโครงการ 5.5 พันล้าน โชว์โกยยอดขายในช่วง Pre-sales ได้แล้วกว่า 60% จากกลุ่ม Ultra High Net Worth ชาวไทยและต่างชาติ สัดส่วน 50:50
นายณัฐวัฒน์ คูวิจิตรสุวรรณ Managing Director บริษัท CG Capital จำกัด เปิดเผยว่า แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ จะเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม Branded Residence ย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) และพื้นที่รอบสวนลุมพินีที่มีโครงการระดับลักชัวรีทยอยเปิดตัวจำนวนมาก แต่บริษัทเชื่อว่ายังคงมีความต้องการซื้อจริง (Real Demand) จากกลุ่มลูกค้าระดับ Ultra High Net Worth ทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยจุดแข็งสำคัญของ Branded Residence คือการสร้างความเชื่อมั่นด้านมูลค่าสินทรัพย์ในระยะยาว ควบคู่กับมาตรฐานการบริการระดับสากล ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อทั้งชาวไทยและต่างชาติมองหาในปัจจุบัน
“ความท้าทายของตลาดลักชัวรีในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องกำลังซื้อ แต่คือการทำอย่างไรให้ลูกค้าระดับบนตัดสินใจเลือกโครงการของเรา การที่ InterContinental Residences Bangkok Asoke สามารถสร้างยอดขายได้มากกว่า 60% ตั้งแต่ช่วง Pre-sales สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์และแนวคิดการพัฒนาโครงการอย่างชัดเจน” นายณัฐวัฒน์กล่าว
สำหรับโครงการ InterContinental Residences Bangkok Asoke เป็น Branded Residence ระดับ Ultra-Luxury มูลค่า 5,500 ล้านบาท ตั้งอยู่บนทำเลอโศก ประกอบด้วยห้องพักอาศัยเพียง 88 ยูนิต ขนาด 139-554 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 44.8 ล้านบาท โดยเป็น Standalone Residences ภายใต้แบรนด์ InterContinental แห่งแรกของโลก และได้รับการพัฒนาภายใต้ความร่วมมือกับ IHG Hotels & Resorts เจ้าของแบรนด์โรงแรมหรูระดับโลกที่มีประวัติยาวนานกว่า 80 ปี
ปัจจุบันสัดส่วนลูกค้าของโครงการ InterContinental Residences Bangkok Asoke แบ่งเป็นชาวไทยและชาวต่างชาติในสัดส่วนใกล้เคียงกันที่ 50:50 โดยกลุ่มผู้ซื้อจากต่างประเทศมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งจากญี่ปุ่น ไต้หวัน สิงคโปร์ รัสเซีย และยุโรป แตกต่างจากในอดีตที่ตลาดพึ่งพาผู้ซื้อชาวจีนเป็นหลัก
“สิ่งที่เห็นชัดคือฐานลูกค้าต่างชาติในปัจจุบันมีความหลากหลายมากขึ้น ไม่มีประเทศใดโดดเด่นเป็นพิเศษเหมือนในอดีต ถือเป็นสัญญาณเชิงบวก เพราะช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป”
นอกจากนี้ บริษัทมองว่าสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาคของโลก กลับเป็นปัจจัยที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการอยู่อาศัยและการลงทุน
“เมื่อโลกมีความผันผวนสูง นักลงทุนจำนวนมากเริ่มมองหาประเทศที่มีเสถียรภาพมากกว่า ประเทศไทยจึงกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำคัญของภูมิภาค ทั้งในมิติของการลงทุนและการอยู่อาศัยระยะยาว” นายณัฐวัฒน์กล่าว
ทั้งนี้ ปัจจุบัน CG Capital มีพอร์ตการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์และโรงแรมรวมประมาณ 10 โครงการ ทั้งในกรุงเทพฯ ภูเก็ต สมุย และพังงา มูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 28,000 ล้านบาท โดยกว่า 70% ของพอร์ตอยู่ในธุรกิจโรงแรม ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงเดินหน้าขยายการลงทุนในตลาด Branded Residence อย่างต่อเนื่อง หลังความสำเร็จของโครงการ The Standard Residences Phuket Bangtao ซึ่งมียอดขายแล้วกว่า 85% และเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ในจังหวัดภูเก็ตเพิ่มเติมภายในช่วง 2 เดือนข้างหน้า
นายณัฐวัฒน์กล่าวว่า กลยุทธ์สำคัญของบริษัทคือการค้นหา “Market Gap” หรือช่องว่างในตลาด และนำแบรนด์ระดับโลกเข้ามาพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเฉพาะทาง แทนการเข้าไปแข่งขันในตลาดที่มีผู้เล่นจำนวนมาก
“เราไม่ได้ต้องการอยู่ใน Red Ocean แต่พยายามค้นหาความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง และสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำให้โครงการของเราประสบความสำเร็จทั้งในกรุงเทพฯ และภูเก็ต” นายณัฐวัฒน์กล่าว









