ESTAR ชี้สุขุมวิททำเลศักยภาพ เป็นทั้งย่านธุรกิจ แหล่งช้อปปิ้ง และแหล่งรวมที่อยู่อาศัย ส่งผลราคาคอนโดทะยานสูงขึ้นต่อเนื่อง มั่นใจทำเลสุขุมวิทตอบโจทย์ เผย 6 ปี ผุดต่อเนื่อง 4 คอนโด ผลตอบรับดีทุกโครงการ
นายไพโรจน์ วัฒนวโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ ESTAR กล่าวว่า ทำเลสุขุมวิทนับเป็นย่านผู้ดีเก่าที่มีศักยภาพ โดยเป็นทั้ง Business Zone หรือย่านธุรกิจ มีอาคารสำนักงานและแหล่งงานหลายแห่ง เป็น Lifestyle Zone มีทั้งช้อปปิ้ง มอลล์ ร้านอาหาร และค่าเฟ่ และยังเป็น Residential Zone แหล่งรวมที่อยู่อาศัย ซึ่งปัจจุบันราคาคอนโดมิเนียมในย่านนี้พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง สำหรับในย่านอโศก ราคาคอนโดมิเนียมจะอยู่ที่ 200,000-350,000 บาท/ตร.ม. ในย่านพร้อมพงษ์อยู่ที่ 200,000-280,000 บาท/ตร.ม. และทองหล่อ-เอกมัย ราคาคอนโดมิเนียมอยู่ที่ 160,000-400,000 บาท/ตร.ม.
สำหรับ ESTAR ได้เริ่มเข้ามาพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในย่านสุขุมวิทตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบันพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในย่านนี้ไปแล้ว 4 โครงการ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอย่างมาก โดยโครงการควินทารา ทรีเฮาส์ สุขุมวิท 42 ปิดการขายได้ 100% เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกันโครงการควินทารา อาเท่ สุขุมวิท 52 ที่ตอนนี้ยอดขายไต่ระดับมาแตะถึง 98% โดยคาดว่าจะปิดการขายและพร้อมโอนภายในปีนี้ ขณะที่ ESTAR ได้เข้าไปไปพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในย่านพร้อมพงษ์อีก 2 โครการ คือโครงการควินทารา ภูม สุขุมวิท 39 และโครงการควินทารา มาย’เซน พร้อมพงษ์
“จากการวิเคราะห์ในศักยภาพทำเลพร้อมพงษ์จัดอยู่หนึ่งใน 3 ของทำเลที่มีศักยภาพมากที่สุดบนเส้นถนนสุขุมวิท รวมไปถึงทั้งกรุงเทพฯ เพราะเป็นทำเลโซนชั้นในของเมือง อีกทั้งเส้นพร้อมพงษ์ยังเป็นย่านที่อยู่อาศัยชั้นดี เต็มไปด้วยบ้านหลังใหญ่และต้นไม้ขนาดใหญ่ จึงมีสภาพแวดล้อมที่ดี เงียบ สงบ และนับวันที่ดินจะหายาก จึงคุ้มค่าทั้งการซื้ออยู่อาศัยเองและซื้อไว้ลงทุนปล่อยเช่า และจากความเป็นทำเลชั้นดี บริษัทจึงได้นำพื้นที่กว่า 2 ไร่ ที่ตั้งอยู่ในซอยพร้อมพงษ์ หรือซอยสุขุมวิท 39 มาพัฒนาเป็นโครงการควินทารา ภูม สุขุมวิท 39 คอนโดมิเนียม Low Rise สูง 8 ชั้น จำนวน 2 อาคาร รวม 323 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,300 ล้านบาท โดยหยิบยกเอกลักษณ์ของบ้านเรือนไทย “เรือนไทยหมู่” มาสร้างเสน่ห์ความงดงามให้กับการอยู่อาศัย มีแบบห้องชุด 1 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 28-38 ตร.ม. และแบบ 2 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 58-64 ตร.ม. ในราคา 2.99-7 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยประมาณ 100,000 บาท/ตร.ม. ซึ่งถือว่าราคาดีและคุ้มค่า เนื่องจากพร้อมพงษ์เป็นทำเลยอดนิยมของทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงประชากรแฝงที่เข้ามาทำงานในย่านดังกล่าว” นายไพโรจน์ กล่าว

ทั้งนี้ โครงการควินทารา ภูม สุขุมวิท 39 ได้เปิดขายไปในปี 2564 ปัจจุบันก่อสร้างแล้วเสร็จ มียอดขายอยู่ที่ 70% และคาดว่าจะปิดการขายทั้งโครงการได้ในปี 2567 โดยกลุ่มลูกค้าในย่านพร้อมพงษ์ หลักๆ 51% เป็นพนักงานบริษัทเอกชน ย่านพร้อมพงษ์-อโศก พนักงงานโรงแรม รวมถึงบุคลากรจากโรงพยาบาลชั้นนำ และ 21% เป็นกลุ่มเจ้าของกิจการในรัศมีรอบโครงการ รวมถึงกลุ่มผู้ปกครอง นักศึกษามหาวิทยาลัยในย่านนั้น นอกจากนี้อีก 8% เป็นพนักงานในหน่วยงานภาครัฐต่างๆ และอีก 20% เป็นลูกค้าที่ตั้งใจเข้ามาซื้อเพื่อการลงทุน ซึ่งปัจจุบันอัตราค่าเช่าห้องของโครงการควินทารา ภูม สุขุมวิท 39 เริ่มต้นที่ประมาณ 15,000 บาท/เดือน ขณะที่ราคาผ่อนชำระค่าห้องเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 12,000 บาท/เดือน ลูกค้าที่ซื้อเพื่อลงทุนปล่อยเช่าจึงมีส่วนต่างจากการปล่อยเช่าเริ่มต้นที่ประมาณ 3,000 บาท/เดือน

จากความนิยมในโปรดักส์จะสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายที่อยู่บนทำเลเศรษฐกิจใจกลางเมือง จึงทำให้ ESTAR มั่นใจในทำเลพร้อมกับเดินหน้าเปิดตัวโครงการควินทารา มาย‘เซนพร้อมพงษ์ ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา รูปแบบคอนโดมิเนียม 8 ชั้น 2 อาคาร จำนวน 276 ยูนิต ตั้งอยู่บนพื้นที่ 2 ไร่ มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท ราคา 2.49-6 ล้านบาท มีจุดเด่น ดีไซน์สไตล์วิถีความเป็นเซน คือเรียบง่าย สบาย และลงตัว การออกแบบห้องพักมีทั้งแบบสตูดิโอ 1 ห้องนอน และแบบ 2 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 21-65 ตร.ม. ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จและพร้อมเปิดตัวในช่วงไตรมาส 4 ปี 2567 อย่างไรก็ตาม ตอนนี้โครงการควินทารา มาย’เซน พร้อมพงษ์ มียอดพรีเซลแล้วกว่า 50%
“ทั้งนี้ บริษัทฯ คาดการณ์สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ครึ่งหลังต่อจากนี้ อันเนื่องจากปัญหา อันได้แก่ ภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น ขณะที่ประชากรในประเทศไทยเป็นสังคมสูงวัยมากขึ้น สำหรับในประชากรกลุ่ม Gen Z ก็จะมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป คือนิยมเช่าบ้านมากกว่าซื้อ อีกทั้งในส่วนของราคาที่ดินที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนการก่อสร้างสูง ที่อยู่ อาศัยจึงปรับขึ้นสูงตาม จึงทำให้ผู้บริโภคหันไปอยู่ทำเลนอกเมืองมากขึ้น แต่ก็จะมีต้นทุนค่าครองชีพและเดินทางที่ตามมา ซึ่งภายใต้ข้อจำกัดเบื้องต้นจากปัจจัยดังกล่าว จึงทำให้ ESTAR มุ่งมั่นพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยบนความคุ้มค่า คุ้มราคา และมีไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคให้มากที่สุด และหากทางภาครัฐมีส่วนช่วยในการสนับสนุนหรือเพิ่มนโยบายการซื้อบ้านหลังแรกอย่างอีกครั้ง พร้อมปรับเกณฑ์มาตรการ LTV ใหม่ เอื้อต่อการกู้ซื้อบ้านและคอนโดหลังแรก ก็จะเอื้อประโยชน์ให้กับลูกค้าและสร้างความคล่องตัวในภาคอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น” นายไพโรจน์ กล่าวสรุป



