ESTAR โชว์ผลงานปี 68 น่าพึงพอใจ ยอดพรีเซล 1,396 ล้านบาท รายได้รวม 2,022 ล้านบาท กำไรพุ่ง 128.8 ล้านบาทโต 262% ปี 69 วางหมาก “Read the Game, Stable First, Prove Performance” รับมือความผันผวนเศรษฐกิจโลกและราคาพลังงาน กางแผนเปิด 2 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 3,000 ล้าน พร้อมตั้งเป้าพรีเซล 1,770 ล้านบาท ดันรายได้รวม 2,235 ล้าน เน้นบริหารความเสี่ยง-กระแสเงินสด-คุณภาพรายได้ มากกว่าการเร่งขยายตัวในภาวะไม่แน่นอน
นายไพโรจน์ วัฒนวโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ ESTAR เปิดเผยว่า ปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทมียอดพรีเซล 1,396 ล้านบาท มีรายได้รวม 2,022 ล้านบาท เติบโตขึ้น 7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เป็นรายได้จากธุรกิจที่อยู่อาศัยอยู่ที่ 1,892 ล้านบาท และรายได้ประจำอยู่ที่ประมาณ 130 ล้านบาท ขณะที่มีกำไร 128.8 ล้านบาท เติบโตขึ้น 262% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และสามารถปิดการขายโครงการได้ 3 โครงการ มูลค่ารวม 1,320 ล้านบาท และยังมีโครงการที่เปิดขาย 11 โครงการ มูลค่ารวม 7,500 ล้านบาท โดยมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) ณ ปลายปี 2568 จำนวน 620 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และพร้อมทยอยรับรู้รายได้ในปี 2569
นายไพโรจน์ กล่าวอีกว่า แม้ในปีที่ผ่านมาบริษัทจะสามารถสร้างผลงานได้อย่างน่าพึงพอใจ แต่บริบทของปี 2569 ได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา จากการยกระดับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งได้สร้างแรงกระแทกต่อราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่งเงินเฟ้อ ความเชื่อมั่นผู้บริโภค และบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกอย่างชัดเจน ในมุมมองของ ESTAR สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงข่าวต่างประเทศที่อยู่ไกลตัว แต่เป็นปัจจัยที่สามารถส่งผลต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยโดยตรงผ่าน 4 ช่องทางสำคัญ ได้แก่ ต้นทุนวัสดุก่อสร้างและพลังงานที่สูงขึ้น ต้นทุนทางการเงินและแรงกดดันเงินเฟ้อที่อาจยืดเยื้อ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อ่อนตัวลง และการชะลอของภาคท่องเที่ยวและกิจกรรมเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเมื่อสงครามทำให้การขนส่งพลังงานจากตะวันออกกลางสู่เอเชียตึงตัวมากขึ้น และราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นแรงในระยะเวลาอันสั้น ท่ามกลางความผันผวนดังกล่าว ปี 2569 จึงไม่ใช่ปีของการเร่งเครื่องโดยไม่ระวัง แต่เป็นปีของ “การอ่านเกมให้ขาด ประคององค์กรให้มั่นคง และพิสูจน์ฝีมือด้วยผลลัพธ์จริง” ซึ่งสอดคล้องกับกรอบคิดทางธุรกิจที่บริษัทวางไว้ก่อนหน้านี้คือ Read the Game, Stable First และ Prove Performance
“ในโลกที่ต้นทุนเปลี่ยนเร็ว ความเสี่ยงมาจากหลายด้าน และกำลังซื้อไม่ได้แข็งแรงเท่าเดิม สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ว่าจะขายได้เท่าไร แต่คือจะโอนได้จริงแค่ไหน กระแสเงินสดแข็งแรงเพียงใด และองค์กรมีวินัยพอจะผ่านปีแห่งความไม่แน่นอนได้หรือไม่” นายไพโรจน์กล่าว
ทั้งนี้ ในปี 2569 ESTAR มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่อย่างระมัดระวัง โดยจะชะลอการเปิดโครงการที่อาจจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ออกไปก่อน ขณะที่จะลุยเดินหน้าเปิดตัว 2 โครงการใหม่ ได้แก่ โครงการคอนโดมิเนียมสตาร์ วิว กรุงเทพฯ-นนท์ ทำเลติดสถานีรถไฟฟ้าแยกติวานนท์ ราคา 2-5 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 2,300 ล้านบาท ซึ่งจะเปิดพรีเซลในช่วงไตรมาส 4 และโครงการแนวาบ เวลาน่า เมซง บูรพาพัฒน์-สุขุมวิท ทำเลบ้านฉาง ราคา 6-8 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 700 ล้านบาท ซึ่งจะเปิดพรีเซลปลายเดือนมีนาคมนี้ ขณะที่บริษัทวางงบซื้อที่ดินเอาไว้ 1,000 ล้านบาท ในทำเลที่มีเรียลดีมานด์ ใกล้รถไฟฟ้า ใกล้สถาบันการศึกษา สถานพยาบาล และโรงแรม โดยในขณะนี้ได้ซื้อที่ดินไปแล้ว 1 แปลง ย่านพหลโยธิน ใกล้โรงพยาบาลเปาโล เกษตร และมีแผนซื้อที่ดินเพิ่มอีกหนึ่งแปลงในย่านสนามบินอู่ตะเภา โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดพรีเซล 1,770 ล้านบาท รายได้รวม 2,235 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นรายได้ประจำ 135 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี ภายใต้สถานการณ์สงครามพลังงานและความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น ESTAR ระบุว่า บริษัทจะยังคงเป้าหมายเชิงกลยุทธ์เดิมไว้ แต่จะปรับ“วิธีเดินเกม” ในช่วงไตรมาส 2 ถึงไตรมาส 4 ของปี 2569 ให้ระมัดระวังและยืดหยุ่นมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพรายได้ กระแสเงินสด และความเร็วในการเปลี่ยนยอดขายให้เป็นยอดโอน มากกว่าการไล่ขนาดการเติบโตเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว
ในมิติของเศรษฐกิจมหภาค ภาพเศรษฐกิจไทยล่าสุดยังสะท้อนการเติบโตที่มีข้อจำกัด โดยสำนักงานสภาพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รายงานว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปี 2568 ขยายตัว 2.5% และมองปี 2569 ในกรอบที่ยังต้องระวัง ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังติดตามเสถียรภาพระบบการเงินท่ามกลางภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง เมื่อประกอบกับแรงกดดันจากสงครามที่ดันราคาพลังงานขึ้น IMF ก็เตือนชัดว่าพลังงานแพงต่อเนื่องอาจกดการเติบโตและดันเงินเฟ้อขึ้นทั่วโลก
ESTAR ประเมินว่า ผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยในระยะถัดไปจะไม่ได้เกิดในรูปแบบเดียว แต่จะกระจายออกเป็นหลายชั้น ชั้นแรกคือ ต้นทุนก่อสร้างและบริหารโครงการ ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อราคาพลังงาน ค่าขนส่งและราคาวัสดุที่อาจทยอยปรับขึ้นตามภาวะตลาดโลก ชั้นที่สองคือ กำลังซื้อและการตัดสินใจของผู้บริโภค เพราะเมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น ผู้ซื้อบ้านจะระมัดระวังมากขึ้น และธนาคารก็มีแนวโน้มคงความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ชั้นที่สามคือ ผลกระทบทางอ้อมจากภาคท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งมีนัยต่อบางพื้นที่ของเศรษฐกิจไทย หากจำนวนนักท่องเที่ยวชะลอจากภาวะสงครามและราคาน้ำมันสูง ความเชื่อมั่นและการใช้จ่ายโดยรวมก็มีโอกาสชะลอตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ESTAR เห็นว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยจะหยุดนิ่งทั้งหมด แต่จะเป็นช่วงเวลาที่ตลาด “คัดคน” มากขึ้น ผู้ประกอบการที่อยู่รอดและเดินต่อได้ จะต้องมี 3 คุณสมบัติพร้อมกัน คือมีวินัยทางการเงินสูง มีสินค้าและทำเลที่ตอบดีมานด์จริง และสามารถปรับแผนได้เร็วโดยไม่เสียสมดุลองค์กร ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมบริษัทจึงไม่เลือกใช้วิธีเร่งเปิดเกมรุกเต็มรูปแบบในเวลานี้ แต่เลือกใช้แนวทางรักษาเสถียรภาพเป็นแกนกลางของทั้งปี 2569
“ปี 2569 เป็นปีที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้องเลิกวัดกันที่เสียงดังหรือขนาดแคมเปญ แต่ต้องวัดกันที่คุณภาพของรายได้ ความเร็วของการโอน ความแข็งแรงของงบดุล และความสามารถในการยืนระยะท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนเร็ว เราเชื่อว่า ESTAR พร้อมเดินเกมนี้อย่างมีวินัย และพร้อมเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นบทพิสูจน์ขององค์กร” นายไพโรจน์ กล่าวทิ้งท้าย




