FPIT ชี้ตลาดอสังหาฯ เพื่ออุตสาหกรรมโตต่อเนื่อง เผยปัจจุบันมีพื้นที่โรงงาน-คลังสินค้าให้เช่ารวม 3.5 ล้านตร.ม. ทำรายได้จากการเช่า 5,700 ล้าน/ปี พร้อมกางแผน 3 ปี ทุ่มเม็ดเงิน 30,000 ล้าน เร่งเพิ่มพื้นที่โรงงาน-คลังสินค้าให้เช่าเป็น 4 ล้านตร.ม. คาดสร้างรายได้จากการเช่า 7,000 ล้าน/ปี แย้มเตรียมส่งอาคารอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ Built-to-Function ลงสนาม รองรับลูกค้าที่ต้องการอาคารเฉพาะทางพร้อมใช้
นายโสภณ ราชรักษา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ อินดัสเทรียล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ FPIT เปิดเผยว่าภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรมในปี 2566 เติบโตต่อเนื่องจากเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวจากภาวะการบริโภคและภาคบริการ ถึงแม้ว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก แต่ภาคอุตสาหกรรมบางกลุ่มยังสามารถเติบโตได้ดี ประกอบกับการย้ายฐานและขยายการลงทุนมาที่ไทยมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่ง FPIT เล็งเห็นโอกาสในการสร้างการเติบโตผ่านความได้เปรียบจากภูมิศาสตร์การเมืองโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ที่เอื้อประโยชน์ต่อประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิต

ทั้งนี้ ในส่วนของ FPIT ในฐานะผู้ให้บริการโรงงาน-คลังสินค้าเพื่อเช่า ใน 5 ปีที่ผ่านมา ได้มีการพัฒนาพื้นที่ภายใต้การบริหารจัดการเพิ่ม 800,000 ล้านตร.ม. ทำให้ในสิ้นปี 2566 จะพื้นที่ภายใต้การบริหารจัดการรวม 3.5 ล้านตร.ม. มูลค่าทรัพย์สิน 75,000 ล้านบาทโดยมีอัตราการเช่าเฉลี่ย 85% และมีรายได้จากการเช่า 5,700 ล้านบาท/ปี
“ด้วยยุทธศาสตร์ ‘เราพร้อม-เราต่าง’ ของ FPIT ทำให้บริษัทฯ สามารถเพิ่มขีดความสามารถเพื่อรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจอาคารอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ได้เป็นอย่างดี โดยใช้โรงงานและคลังสินค้าที่มีอยู่แบบ On Demand พร้อมต่อการให้บริการอย่างทันที ด้วยการส่งมอบโรงงานและคลังสินค้าให้เช่าคุณภาพสูงแบบสำเร็จรูป (Ready-Built) และสร้างความต่างในการให้บริการ Specialized Facility ที่มีความพิเศษเฉพาะตัวตรงตามความต้องการของลูกค้าแต่ละรายในรูปแบบสร้างความต้องการของลูกค้า (Built-to-Suit)” นายโสภณ กล่าว
สำหรับในปีนี้ FPIT ได้ก่อสร้างโรงงาน-คลังสินค้าแล้วเสร็จและส่งมอบอาคารไปแล้วรวมพื้นที่ 140,000 ตร.ม. โดยทั้งหมดเป็นอาคารแบบ Built-to-Suit ส่วนธุรกิจในต่างประเทศทั้งนิคมอุตสาหกรรมและคลังสินค้าที่เมืองบินห์เยือง ประเทศเวียดนาม และโครงการโลจิสติกส์เซ็นเตอร์ ในเมืองคาราวัง เมืองมากัซซาร์ และเมืองบันจาร์มาซิน ประเทศอินโดนีเซีย มีจำนวนลูกค้าและอัตราการเช่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
ทั้งนี้ สำหรับแผนในระยะ 3 ปี (ปี 2567-2569) บริษัทฯ เตรียมทุ่มงบลงทุนรวม 30,000 ล้านบาท หรือปีละ 10,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มพื้นที่โรงงาน-คลังสินค้าภายใต้การบริหารจัดการเป็น 4 ล้านตร.ม. ภายในปี 2569 คิดเป็นมูลค่าทรัพย์สิน 100,000 ล้านบาท และจะเพิ่มอัตราการเช่าเฉลี่ยไปให้ถึง 86-90% ขณะที่ตั้งเป้าทำรายได้จากการเช่ากว่า 7,000 ล้านบาท/ปี

สำหรับแผนสร้างการเติบโตในอนาคต FPIT มีแผนขยายสินค้าและบริการให้หลากหลายและครบวงจร ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าทุกขนาดและทุกกลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1) การพัฒนาโลจิสติกส์ขนาดเล็กในเมือง ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ เปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมใช้พื้นที่ภายในเมือง และเพิ่มความรวดเร็วในการขนส่ง 2) เดินหน้าพัฒนาอาคารโรงงาน-คลังสินค้า และโลจิสติกส์พาร์คในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง 3) การต่อยอดพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรม และเมืองอุตสาหกรรมที่รวมโรงงาน คลังสินค้า คอมเมอร์เชียล และที่อยู่อาศัยมาไว้ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อยกระดับและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพื้นที่ และสร้างความยั่งยืนให้กับภาคอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน FPIT ได้พัฒนาโซลูชันสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ เพื่อเติมเต็มดีมานด์ใหม่ของตลาด ด้วยการพัฒนาอาคารอุตสาหกรรมแบบสร้างตามฟังก์ชันพร้อมใช้ (Built-to-Function) ที่จะพร้อมให้บริการเร็ว ๆ นี้ ซึ่งรองรับลูกค้ากลุ่มผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ (3PL) ที่เชี่ยวชาญสินค้า/บริการเฉพาะทาง และลูกค้าองค์กรทั่วไปที่ต้องการใช้อาคารเฉพาะทางพร้อมใช้ โดยเพิ่มเติมความเหนือระดับเข้าไปในอาคาร Ready-Built ด้วยการเสริมมาตรฐานและฟีเจอร์ต่าง ๆ เพื่อตอบโจทย์การดำเนินงานของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงเพิ่มคุณสมบัติทางด้านความยั่งยืนให้เป็นฟังก์ชันมาตรฐานสำหรับอาคารรูปแบบนี้อีกด้วย โดยจากนี้ FPIT จะเน้นการสร้างอาคารในแบบ Built-to-Function และ Built-to-Suit เป็นหลัก



