ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ประเมินเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ กางแผนธุรกิจปี 69 ชูกลยุทธ์มุ่งเน้นคุณภาพ ความคล่องตัว และนวัตกรรม เน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน เตรียมผุด 4 – 6 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 3,500 – 4,500 ล้าน ตอบโจทย์กลุ่มเรียลดีมานด์ ตั้งเป้าดันยอดขาย 4,200 ล้าน ปั้นรายได้ 3,350 ล้าน

นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ LALIN กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2569 มีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า จากการประเมินล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวในกรอบประมาณร้อยละ 2.6 – 3.3 อย่างไรก็ตามมองว่ายังคงมีความเสี่ยงในประเด็นเรื่อง ภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประเทศ รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้า ที่ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามในปี 2569 นี้

ในส่วนของประเทศไทยคาดการณ์ว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2569 อาจขยายตัวได้ต่ำกว่าในปี 2568  โดยมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ต่ำกว่าร้อยละ 2 จากปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ตลอดจนความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่ชัดเจน จะส่งผลกระทบมายังภาคการส่งออกของไทยได้ ในขณะที่กำลังซื้อภาคครัวเรือนยังคงขยายตัวได้ค่อนข้างจำกัดจากระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยบวกจากภาคการท่องเที่ยวที่คาดจะปรับตัวดีขึ้นจากปี 2568 การลงทุนภาคเอกชนที่จะเริ่มได้รับแรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ จากการเร่งอนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุน BOI ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา รวมถึงเม็ดเงินหมุนเวียนที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงของการเลือกตั้ง  และมาตรการกระตุ้นภาครัฐที่จะทยอยออกมา เมื่อได้รัฐบาลเสียงข้างมาก และมีเสถียรภาพ จะทำให้ภาคเศรษฐกิจได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นด้วยทีมงานมืออาชีพ

ในด้านตลาดอสังหาริมทรัพย์ ภาพรวมในปี 2568 มีการหดตัวไปกว่าร้อยละ 17 จากความสามารถในการซื้อของผู้บริโภคที่ปรับลดลง จากภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์  โดยภาพรวมสำหรับปี 2569 นี้  คาดว่ามีทิศทางที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทย ที่ขยายตัวได้เล็กน้อย คาดว่าจะอยู่ที่ 3-5% แม้ว่ากำลังซื้อจะยังคงอ่อนแอ และจะเป็นลักษณะการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ตัวที่ส่งผลดีต่อตลาดโดยรวมคือ ในส่วนของ Supply ที่ปรับลดลง ผู้ประกอบการหลายรายชะลอการเปิดโครงการในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา รวมถึงแผนการเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ของผู้ประกอบการหลายรายที่ลดลง  ซึ่งจะช่วยให้ตลาดเข้าสู่จุดดุลยภาพและไม่เกิดการ Oversupply โดยการแข่งขันจะเป็นการแข่งขันกันระหว่างผู้ประกอบการน้อยรายลง คงเหลือแต่ผู้ประกอบที่เป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง ทั้งในแง่การพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพ และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ตลอดจนการบริหารในด้านต่างๆ ทั้งการบริหารจัดการต้นทุน การบริหารเสถียรภาพทางการเงิน  บริษัทที่มีระดับหนี้สินต่อทุนที่ต่ำจะมียืดหยุ่นได้ดีกว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน

“ทั้งนี้มองว่าปี 2569 นี้ยังเป็นอีกปีที่ท้าทายในการดำเนินธุรกิจ ดังนั้นการดำเนินธุรกิจจะอยู่บนรากฐานของการเติบโตที่มั่นคง และยั่งยืนในระยะยาว โดยการขยายธุรกิจต้องมีความแม่นยำในทำเลที่เหมาะสม และทำเลเดิมที่สินค้าหมดลง ตลอดจนการรักษา Market Share และขยาย Market Share ในบางทำเล บริษัทเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการอยู่อาศัยจริง การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับกำลังซื้อในแต่ละทำเลควบคู่ไปกับการบริหารต้นทุนและการบริหารความเสี่ยงทางด้านการเงินอย่างรัดกุม ทั้งการควบคุมระดับหนี้สินต่อทุน ซึ่งบริษัทมีระดับหนี้สินต่อทุนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอย่างมาก ตลอดจนมีการตั้งวงเงินสำรองกับธนาคารพาณิชย์พันธมิตรหลายรายไว้อย่างเพียงพอ และไม่ได้พึ่งพิงแหล่งเงินจากแหล่งใดเพียงแหล่งเดียว จึงไม่มีปัญหาในเรื่องของแหล่งเงินทุน ไม่ว่าจะเพื่อใช้ในการขยายธุรกิจ หรือชำระหนี้เดิม”

นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของความต้องการที่อยู่อาศัย ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความเหมาะสมของราคา และความคุ้มค่าในระยะยาวมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการตัดสินใจที่เปลี่ยนไปของตลาด ทั้งนี้ภายใต้ภาพรวมดังกล่าว ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ได้วางกรอบการดำเนินธุรกิจปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Year of Competitive Survival with Quality, Lean and Innovation for Resilience & Sustainable Growth” โดยมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งขององค์กรผ่านการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ การควบคุมต้นทุนอย่างเหมาะสม และการพัฒนานวัตกรรมทั้งด้านผลิตภัณฑ์และกระบวนการทำงาน เพื่อรองรับการแข่งขันที่เข้มข้นและการเปลี่ยนแปลงของตลาด และกำหนดทิศทางการดำเนินงานสู่การเป็น National Property Company โดยให้ความสำคัญกับ 3 แกนหลัก ได้แก่ การบริหารงานเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนตามหลัก ESG และการวิจัยเพื่อเข้าถึง Insight Customer ตลอดจนการเปิดโครงการใหม่ต้องแม่นยำ การพัฒนากลยุทธ์การตลาดที่เข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่มและทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัย และการขับเคลื่อนองค์กรให้มีความคล่องตัวผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดในอนาคต”

ด้านแผนการพัฒนาโครงการใหม่ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์กลุ่มผู้ซื้อที่มีความต้องการอยู่อาศัยจริง ครอบคลุมทั้งตลาดทาวน์โฮม บ้านแนวคิดใหม่ (บ้านแฝด) และบ้านเดี่ยว ในช่วงราคาประมาณ 2-12 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์หลักของบริษัท ได้แก่ ไลโอ, แลนซีโอ, บ้านลลิล และ ลลิล กรีนวิลล์ โดยออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการด้านฟังก์ชันการใช้งาน คุณภาพการก่อสร้าง และรูปแบบการอยู่อาศัยที่หลากหลาย ทั้งนี้ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ยังประสบความสำเร็จในการพัฒนาแบบบ้านสไตล์ French Colonial ซึ่งได้รับการตอบรับจากตลาดอย่างต่อเนื่อง

สำหรับแผนการเปิดโครงการใหม่ในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ 4 – 6 โครงการ มูลค่าโครงการรวมราว 3,500 – 4,500 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาทั้งจำนวนและมูลค่า มุ่งเน้นการกระจายโครงการในทำเลที่มีศักยภาพ สอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการของตลาดในแต่ละพื้นที่ โดยตั้งเป้ายอดขายที่ 4,200 ล้านบาท เป้ารับรู้รายได้ 3,350 ล้านบาท ขณะที่มียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) 750 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในไตรมาส 1 และ 2 ในปีนี้

“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ มองว่าปี 2569 เป็นปีที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งจากภายในองค์กร ทั้งด้านคุณภาพสินค้า ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความสามารถในการปรับตัวเชิงกลยุทธ์และรักษาสภาพคล่อง  บริษัทจึงเดินหน้าพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยจริง ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อวางรากฐานการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว” นายชูรัชฏ์ กล่าว

“ด้วยความมุ่งมั่นของทีมงาน กลยุทธ์ของบริษัท คาดว่าบริษัทจะผ่านสถานการณ์ในปีนี้ไปได้ แม้จะเป็นปีที่เหนื่อย แต่ก็มีความหวังรออยู่ในอนาคต” นายไชยยันต์ กล่าวสรุป