ประธาน TDRI ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัวประมาณ 2.3% โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิมยังอ่อนแอ การบริโภคครัวเรือนฟื้นตัวช้า และภาคอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญแรงกดดันจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและสินเชื่อที่เข้มงวด

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 ในงานดินเนอร์ทอล์คหัวข้อ “วิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก และนโยบายรัฐบาล ที่มีผลกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลัง และแนวโน้มปี 2027” เนื่องในโอกาสการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 ของสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร

>>>FDI อิเล็กทรอนิกส์–ดาต้าเซ็นเตอร์ หนุนเศรษฐกิจไทยระยะสั้น

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้ข้อมูลในงานดินเนอร์ทอล์คหัวข้อ “วิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก และนโยบายรัฐบาล ที่มีผลกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลัง และแนวโน้มปี 2027” เนื่องในโอกาสการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 ของสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวราว 2.3% โดยได้รับแรงหนุนจากการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะ FDI ในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ และดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งมีการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิมยังคงชะลอตัว การจ้างงานโดยรวมไม่ขยายตัวมากนัก และการบริโภคภาคครัวเรือนฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากภาคครัวเรือนยังมีภาระหนี้สูง ส่งผลให้ความเชื่อมั่นและกำลังซื้อยังอยู่ในระดับอ่อนแอ

สำหรับภาคการส่งออกยังมีทิศทางเติบโตดี โดยคาดว่าการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังจะขยายตัวประมาณ 17% อย่างไรก็ตาม การนำเข้าขยายตัวเร็วกว่าการส่งออกจากการนำเข้าพลังงาน ทองคำ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักร เพื่อรองรับการผลิตและการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มขาดดุล และเงินบาทอาจอ่อนค่าลงเล็กน้อย

ด้านภาคการท่องเที่ยว คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 33 ล้านคน ใกล้เคียงกับปีก่อน โดยนักท่องเที่ยวจีนมีแนวโน้มฟื้นตัวและเข้ามาชดเชยการลดลงของนักท่องเที่ยวอาเซียนบางส่วน แต่ภาพรวมยังไม่กลับสู่ระดับสูงสุดก่อนเกิดโควิด-19

>>>ห่วงกำลังซื้อครัวเรือน–สินเชื่อ ฉุดอสังหาฯ

ดร.สมเกียรติระบุว่า ปัจจัยที่จะมีผลต่อภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ คือการบริโภคภาคครัวเรือนที่ยังฟื้นตัวช้า จากภาระหนี้และค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงการเข้าถึงสินเชื่อที่ยังมีข้อจำกัด

ขณะเดียวกัน สินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอียังมีอัตราการเติบโตติดลบ สะท้อนถึงข้อจำกัดด้านสภาพคล่องของผู้ประกอบการ และเป็นอีกปัจจัยที่กดดันการฟื้นตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

“การบริโภคฟื้นตัวช้า เพราะปัญหาหนี้สินครัวเรือน และสินเชื่อของธุรกิจเอสเอ็มอียังมีอัตราการเติบโตติดลบ” เป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนถึงความท้าทายของเศรษฐกิจไทยและตลาดที่อยู่อาศัยในระยะต่อไป

ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจไทยจะมีแรงส่งจากการลงทุนในอุตสาหกรรมไฮเทค แต่การเติบโตดังกล่าวยังมีลักษณะกระจุกตัว โดยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ได้รับประโยชน์มากกว่าภาคธุรกิจอื่น ขณะที่การกระจายรายได้ไปสู่ครัวเรือนยังทำได้จำกัด

>>>BOI เผยครึ่งปีแรกยอดขอส่งเสริมลงทุนทะลุ 1 ล้านล้านบาท

ดร.สมเกียรติกล่าวถึงทิศทางการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศว่า การขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ มีมูลค่าทะลุ 1 ล้านล้านบาทแล้ว จากเดิมที่ระดับใกล้เคียง 1 ล้านล้านบาทถือเป็นตัวเลขที่สูง

การลงทุนดังกล่าวจะสร้างโอกาสให้กับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจสนับสนุนการก่อสร้างโรงงาน และธุรกิจบริการในพื้นที่อุตสาหกรรม รวมถึงตลาดที่อยู่อาศัย เนื่องจากการขยายตัวของโรงงานและการจ้างงานจะนำไปสู่ความต้องการที่พักอาศัยของแรงงานและผู้ประกอบการในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม การลงทุนที่เพิ่มขึ้นยังมีข้อจำกัดจากการพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วน วัตถุดิบ และเครื่องจักรจากต่างประเทศ ส่งผลให้แม้การส่งออกจะเติบโต แต่ไทยยังมีความเสี่ยงด้านดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด

>>>เศรษฐกิจโลกโตช้าลง เงินเฟ้อเพิ่มจากพลังงาน

สำหรับเศรษฐกิจโลก ดร.สมเกียรติประเมินว่า การเติบโตในปีนี้มีแนวโน้มชะลอลงจากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 3.1% เหลือประมาณ 3% ขณะที่เงินเฟ้อโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 4.7% จากราคาพลังงานและอาหารที่สูงขึ้น ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

สหรัฐอเมริกาเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่ง แต่เผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับ 3.5–3.75% ขณะที่แรงกดดันทางการเมืองให้ลดดอกเบี้ยอาจเพิ่มความท้าทายต่อการดำเนินนโยบายการเงิน

ด้านยุโรปยังมีแนวโน้มเติบโตช้า จากปัญหาความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม การพึ่งพาพลังงานราคาแพง และผลกระทบจากสงครามรัสเซีย–ยูเครน รวมถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ส่วนจีน เศรษฐกิจขยายตัวชะลอลงจากระดับประมาณ 5% เหลือ 4.6% โดยภาคอสังหาริมทรัพย์ยังเป็นปัจจัยกดดันสำคัญ ขณะที่การส่งออกสินค้าเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ และเซมิคอนดักเตอร์ แม้ช่วยพยุงเศรษฐกิจ แต่ยังไม่สามารถชดเชยบทบาทของภาคอสังหาริมทรัพย์ได้ทั้งหมด

>>>จับตานโยบายรัฐ–ดอกเบี้ย 1% หนุนเศรษฐกิจระยะสั้น

ดร.สมเกียรติกล่าวว่า การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ยังไม่สามารถสร้างการเติบโตในวงกว้างได้ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 1% เนื่องจากเงินเฟ้อยังมีความเสี่ยง และการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอาจทำได้จำกัด

สำหรับงบประมาณปี 2570 มีขนาดใกล้เคียงกับปี 2569 แต่มีข้อกังวลว่างบลงทุนอาจลดลงเมื่อเทียบกับงบประจำ ซึ่งอาจส่งผลต่อธุรกิจก่อสร้างและการลงทุนภาคเอกชนที่เกี่ยวเนื่องกับภาครัฐ

ขณะที่พระราชกำหนดเงินกู้วงเงิน 400,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก 200,000 ล้านบาท ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ และอีก 200,000 ล้านบาท ใช้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการรับมือกับสภาพภูมิอากาศ เช่น รถยนต์ไฟฟ้าสาธารณะ ระบบโซลาร์สำหรับภาคเกษตร และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

>>>ระยะยาวเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายรอบด้าน

ดร.สมเกียรติสรุปว่า เศรษฐกิจไทยในระยะสั้นจนถึงต้นปีหน้า ยังมีแรงขับเคลื่อนจากการส่งออก การลงทุน FDI ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ และดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงการใช้จ่ายภาครัฐและการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในระยะยาวยังอยู่ที่ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่ง ความเสี่ยงจากห่วงโซ่อุปทานที่หยุดชะงัก ความไม่แน่นอนทางการค้าและมาตรการภาษีของสหรัฐฯ รวมถึงกำลังซื้อภายในประเทศที่อ่อนแอ

การเติบโตของเศรษฐกิจจึงอาจไม่กระจายตัวอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อในประเทศและภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งยังต้องเผชิญแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือน ความเข้มงวดด้านสินเชื่อ และการฟื้นตัวของรายได้ที่ไม่สม่ำเสมอ